Lifestyle

เหตุผลที่เราควรฝึกมองโลกในแง่ดี

มองโลกในแง่ดี คือ ทัศนคติที่มีต่อสิ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆในทางบวก ด้วยความเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่บนพื้นฐานในแง่บวก หรือหวังว่าผลที่จะออกมานั้นเป็นไปในทางดีหรือตามที่คาดหวังและต้องการ 

มองโลกในแง่ดีภาษาอังกฤษ คือคำว่า “Optimism” ซึ่งมาจากรากศัพท์ละตินว่า “Optimum” ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Best” แปลว่า “ดีที่สุด” ให้ความหมายที่เป็นไปในทางแง่ดี ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นไปในทางที่ดี หรือผลลัพท์ที่ได้จะดีที่สุดตามแต่สถานการณ์ 

ทัศนคติมองโลกในแง่ดี จะช่วยเสริมสร้างให้เรารู้จักการมองสิ่งรอบตัวไปในทิศทางที่ดี หรืออาจมองเห็นสิ่งดีๆในขณะที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายได้ ซึ่งแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เลนเนิร์ด สเปนเซอร์-เชอร์ชิล (Winston Leonard Spencer-Churchill) และยังเป็นนักเขียน ได้เคยกล่าวไว้ว่า “คนมองโลกในแง่ร้ายเห็นอุปสรรคในทุกโอกาส แต่คนมองโลกในแง่ดี เห็นโอกาสในทุกอุปสรรค”

นั่นเป็นเพราะว่า การมองโลกในแง่ร้าย จะมองเห็นทุกอย่างเลวร้ายไปหมด และมัวแต่จมปลักกับการโทษทุกสิ่ง จนไม่ได้พยายามที่จะตั้งสติ ที่จะคิดและมุ่งหวังในการหามุมมองหรือทางออก หรือแม้แต่ข้อดีที่อาจนำพาไปสู่หนทางที่ดีกว่า ทำให้คนที่คิดลบอยู่เสมอ มักจะหาทางแก้ไขที่ดีได้ค่อนข้างช้า หรือแม้แต่การพลาดโอกาสดีๆที่แม้แต่เขาเองอาจคาดไม่ถึง 

ลักษณะคนคิดบวก

  • มองไปข้างหน้าเสมอ แม้จะเจอปัญหาหรือมีอุปสรรคใดๆ
  • มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ สามารถมองหาโอกาสได้แม้ในยามวิกฤติ 
  • เชื่อมั่นในตนเอง หรือสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง ว่าจะต้องทำได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  
  • ลองลงมือทำก่อนจะพูดว่าทำไม่ได้
  • ชื่นชมสิ่งดีๆแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย 
  • โฟกัสในสิ่งที่ตัวเองควรทำ มากกว่าโฟกัสในสิ่งที่คนอื่นทำ
  • มองเห็นและมองหาด้านดีของผู้อื่น 
  • รู้จักยอมรับและปล่อยวาง 
  • รู้จักขอโทษและขอบคุณ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ
  • คนมองโลกในแง่บวกจะนิ่งได้ รอได้ ช้าได้ ทนได้  
  • เมื่อเผลอเกิดอารมณ์ไม่ดี จะตั้งสติหยุดได้เร็ว และนิ่งลงได้เร็วกว่าคนอื่น

ลักษณะคนคิดลบ

  • มองทุกสิ่งเป็นเรื่องเลวร้าย และโทษแต่โชคชะตา 
  • คิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือผลที่จะตามมาในทางลบไว้ก่อน
  • คิดวนเวียนถึงแต่ความล้มเหลว จมปลักแต่อดีต จนไม่สามารถมองเห็นทางแก้ไข หรือแม้แต่การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้เลย 
  • คนที่มองโลกในแง่ร้ายโทษแต่สิ่งรอบตัว และคนรอบข้างเสมอ 
  • ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง จะมองตัวเองว่าไม่มีความสามารถ และเชื่อว่าตัวเองทำไม่ได้ 
  • พูดว่า “ไม่” ในทุกเรื่องๆ เช่น ทำไม่ได้ ,ไม่สำเร็จ ,ไม่มีทาง ,ไม่ทัน ,ไม่ได้ ,ไม่ดี , ไม่ได้เรื่อง , ไม่มีทางออก ฯลฯ
  • มองเห็นแต่ปัญหา อุปสรรค และความผิดพลาด
  • โทษผู้อื่นก่อนเสมอ โวยวายใส่ผู้อื่นก่อนที่จะคุยหรือถามถึงเหตุผล
  • จับผิดผู้อื่น เห็นแต่ข้อเสียของผู้อื่น แต่ไม่เคยเห็นความผิดหรือข้อเสียของตนเอง 
  • รู้สึกเสียหน้าหากจะต้องขอโทษใครก่อน หรือกระดากแม้แต่จะเอ่ยคำว่า ขอบคุณ 

คนที่มองโลกในแง่ดี จะมองเห็นหรือพยายามมองหาข้อดีในตัวบุคคลอื่น โดยไม่มองแต่ด้านลบด้านเดียว แล้วทำไมเราควรมองด้านดีๆของคนอื่นน่ะหรือ? หากมองโลกให้เป็นก็จะสามารถเข้าใจได้ว่า ในโลกใบนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ 100% “Nobody perfect” แม้แต่ตัวเราเอง และถ้าหากเราพยายามองหาด้านดีในตัวบุคคล เราอาจจะรู้จักคนๆนั้นมากขึ้น หรือสามารถนำด้านดีของคนนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ซึ่งอาจเป็นไปในเรื่องของงาน หรือทางสังคม เช่น หัวหน้างานรู้ว่ามีลูกทีมที่มีนิสัยเกียจคร้าน แต่เขามีวาทะศิลป์ดีในการพูดหว่านล้อม ก็ให้เขาได้ใช้ตรงนั้นในการเจรจากับลูกค้า เพื่อนร่วมงานที่ชอบออกคำสั่ง แต่มองเห็นว่าเขาทำงานเก่ง ก็จะยังคงทำงานร่วมกันได้โดยไม่เกิดปัญหา หรือแม้แต่นักโทษที่อาจตกเป็นจำเลยของสังคม แต่เขาคนนั้นมีจิตใจรักสัตว์ ก็ให้ทำงานเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสัตว์ เป็นต้น

อีกความแตกต่างระหว่างคนคิดบวกกับคนคิดลบ ตัวอย่าง คนคิดบวกเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ดี จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติทั่วไป ไม่หลงระเริง แต่ถ้าเป็นคนคิดลบ จะคิดว่าเหตุการณ์ดีๆที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับตน ทำให้หลงมัวเมาอยู่แต่กับสิ่งนั้น และเมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไป ก็ทำให้เกิดความเศร้าโศกมาก เพราะความยึดติดในสิ่งนั้น แต่ถ้าเป็นกรณีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับคนคิดบวก พวกเขาจะมองว่ามันเกิดขึ้นได้เดี๋ยวมันก็ผ่านไป และหาหนทางดับทุกข์เหล่านั้นได้ แต่กลับกัน หากเป็นคนคิดลบ จะหลงคิดแต่ว่ามันเป็นสิ่งเลวร้ายถาวร ที่ไม่มีทางจะจบลงได้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมันไปได้ง่ายๆนั่นเอง

ทฤษฎีการมองโลกในแง่ดีของ โกลแมน (Goleman) ชี้แจงว่า มีความเกี่ยวข้องและเป็นองค์ประกอบของสติปัญญาทางอารมณ์ (emotional intelligence) เพราะการมองโลกในแง่ดีจะมีแรงจูงใจ ในการคิดว่าทุกสิ่งไม่ได้มีแต่สิ่งเลวร้าย ทำให้มีพลังที่จะสามารถพลิกหาโอกาสได้ ซึ่งจะตรงข้ามกับผู้ที่คิดลบอย่างสิ้นเชิง 

เช่นเดียวกับ บาร์ออน (Bar-On) ที่มองว่าทฤษฎีการมองโลกในแง่บวก เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) หรือ EQ ซึ่งสามารถเข้าใจในอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และสามารถควบคุมอารมณ์ ยับยั้งชั่งใจในการแสดงออกของตนได้อย่างเหมาะสม ทำให้ช่วยรับมือในการจัดการชีวิต เมื่อตกอยู่ในสภาวะที่มีแรงกดดันได้ไปในทิศทางที่ดี และเซลิกแมน (Seligman) ก็ยังให้เหตุผลทางทฤษฎีการเป็นคนคิดบวกจะเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถมีความสุขได้ง่ายแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงฟื้นตัวจากเหตุการณ์เลวร้ายได้เร็วกว่าคนอื่น 

ความแตกต่างของคนคิดบวกกับโลกสวย 

หลายๆคนมักจะเข้าใจว่า คนคิดบวกคือพวกโลกสวย และมักจะมีการใช้คำว่าโลกสวยไปในทิศทางที่เป็นการประชดประชันเสียมากกว่า ซึ่งที่จริงแล้ว คนคิดบวกไม่ใช่เป็นพวกโลกสวย แต่คนคิดบวกหรือการมองโลกในแง่ดี หมายถึง การมองโลกตามความเป็นจริง มีเหตุและผลมารองรับ ในสิ่งรอบด้านอย่างชาญฉลาด และบวกด้วยความคาดหวังที่ให้ออกมาในรูปแบบที่ดี แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ก็พร้อมที่จะทำความเข้าใจและยอมรับทั้งในด้านดีและไม่ดี ซึ่งจะตรงข้ามกับคนโลกสวย…อย่างไรน่ะหรือ? เราลองมาเข้าใจคำว่าโลกสวยกันให้ชัดๆกันก่อน เพื่อหลุดพ้นจากความเข้าใจผิดเหมือนหลายๆคนที่เข้าใจผิดกันอยู่ 

“โลกสวย” คือมองโลกในแง่ดีเกินไป ซึ่งคนประเภทมองโลกในแง่ดีเกินไป ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Overly optimistic โดยเราจะยกตัวอย่างการมองโลกในแง่ดีเกินไปจนจัดว่าเข้าประเภทเป็นคนโลกสวย

มองในแง่ดีเกินไปโดยไม่อยู่ในหลักความเป็นจริง ตัดสินคนอื่นด้วยเหตุผลของตนเอง โดยอวดอ้างคุณธรรม ทั้งที่ไม่ได้รู้ถึงความเป็นจริงในสถานการณ์ เช่น การตัดสินคนในโซเซียล ดูคลิปที่มีเหตุการณ์คนจะกระโดดน้ำเพื่อฆ่าตัวตาย แล้วคนดุคลิปก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าคนที่ถ่ายคลิปทำไมไม่เข้าไปช่วย ไม่เข้าไปปลอบหรือห้าม ถ้าเป็นตนจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่จริงในสถานการณ์จริง คนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่สามารถเข้าไปพละการได้ เพราะไม่รู้ว่าหากเข้าไปช่วย อาจยิ่งทำให้คนที่จะกระโดดน้ำยิ่งเครียดหรือกลัว และตัดสินใจกระโดดน้ำโดยช่วยไม่ทันก็ได้ และอาจมีใครที่ช่วยโทรตามเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะแล้ว 

หรือคลิปที่เกิดรถมอเตอร์ไซด์ชนคนข้ามถนน มีแต่คนโทษคนขับมอเตอร์ไซด์ ทั้งที่เขาเป็นผู้ขับมาตามทางถนนอย่างถูกต้อง ด้วยความเร็วที่ไม่ได้เกินจำกัด แต่คนข้ามถนน ข้ามในที่เขาห้าม หรือวิ่งตัดข้ามตัดหน้ากระทันหันโดยไม่ได้ดูรถที่วิ่งมา แต่กลายเป็นว่า ทุกคนตัดสินว่าคนขับมอเตอร์ไซด์เป็นผู้ผิด และลงโทษด้วยการตราหน้า ด่าทอเขาจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง และอาจทำให้เขาเกิดความเครียดและทำร้ายตนเองได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คือพวกโลกสวย ไม่ใช่คนคนคิดบวก

พวกโลกสวยแบบเห็นผิดเป็นชอบ เห็นขาวเป็นดำ คิดว่าความคิดตนถูกเสมอ แต่กลับไปกัดหรือแขวะคนคิดบวกว่าเป็นพวกโลกสวย เช่น พวกที่ชอบพูดคำหยาบ หรือชอบพูดอะไรไม่คิด แล้วบอกว่าตนเองเป็นคนตรงๆ จริงใจ ไม่เสแสร้งเหมือนพวกที่พูดดีๆ ดัดจริตใช้คำ เกรงใจคนอื่น แต่ไม่จริงใจเท่าตนที่คิดอะไรก็พูดออกไป…แต่ที่จริงแล้ว การเป็นคนจริงใจหรือเป็นคนตรงๆอย่างแท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนพูดคำหยาบ ไม่จำเป็นต้องพูดทุกสิ่งที่ตนคิด เพราะคนไม่มีมารยาท คนถ่อย ย่อมแตกต่างจากคนตรงคนจริง เพราะคนตรงๆคนจริงใจ สามารถที่จะเป็นผู้รู้จักกาลเทศะได้ มีความเกรงใจ และควรมีมารยาทที่ดีต่อผู้อื่น แต่เมื่อใครถามหรือต้องการความคิดเห็น จึงแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่จำเป็นต้องหยาบ หรือยัดเยียดความคิดของตนให้คนอื่นทำตาม เรียกว่าเป็นคนตรงที่คิดบวกและมีมารยาท

มองโลกแง่ดีโดยไม่ดูความจริงของอีกด้าน มองคนในแง่ดีไปหมด ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันผิวเผิน ไม่ตั้งอยู่ในความจริงว่าทุกคนล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อาจเห็นว่าเขาหน้าตาดี หน้าที่การงานดี แต่งตัวดี ฐานะตระกูลดี จึงคิดว่าเขาจะต้องโปรไฟล์ดีเลิศ แม้มีใครบอกใครเตือน ก็ไม่เชื่อ และคิดว่าไม่จริง เป็นไปไม่ได้ เพราะมองเขาในแง่ดีไปหมดเสียแล้ว โลกสวยจนกู่ไม่กลับ เช่น เกิดคดีข่มขืน เห็นหน้าโจรหน้าตาดีฐานะดี ก็ไม่เชื่อว่าเขาจะทำได้ เพราะหน้าตาและฐานะดีขนาดนั้นๆ สาวๆต้องต่อคิวเข้าหา ไม่จำเป็นต้องไปข่มขืนใคร อย่างนี้เป็นต้น โดยอาจลืมไปว่า ไม่ว่าจะหน้าตาอย่างไร หรือเป็นใครมาจากไหน ก็สามารถทำดีหรือทำเลวได้เหมือนกันหมด 

เห็นได้ว่าคนคิดบวกและคนโลกสวยนั้นแตกต่างกันอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเข้าใจผิดและหลงประเด็น จึงมักโยนความหมายที่ผิดๆไปทางคนคิดบวกตามที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ทำให้ใครหลายคนที่อยากจะหัดมองโลกในแง่ดี อาจไม่กล้าจะแสดงพลังบวกออกมา แต่สำหรับคนที่ฝึกจิตคิดบวกอยู่เสมอ จะกล้าก้าวข้ามและยืนหยัดความเป็นตัวตน แม้จะรู้ว่าอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่สามารถเข้าใจเขาได้ก็ตาม 

ข้อดีของการเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดบวก

  • มีความสามารถในการจัดการปัญหา เพราะทุกคนย่อมจะต้องเจอปัญหา อุปสรรคต่างๆเข้าในชีวิตให้จัดการ ครอบครัว ความสัมพันธ์ การงาน การเงิน ฯลฯ คนที่มองโลกในแง่ดี จะไม่จมอยู่แต่กับปัญหา แต่จะพยายามมองหาทางออก และใช้ความคิดบวกว่าจะต้องเจอสิ่งดีๆ เป็นแรงผลักดัน มองหาหนทางแก้ไข จนทำให้สามารถเจอวิธีแก้ไข และหาทางออกของปัญหาได้ในที่สุด 
  • มีพลังชีวิต เพราะการคิดบวก มีคติมองโลกในแง่ดี ไม่จมอยู่แต่กับความเศร้า ทำให้ไม่นิยมสะสมความเครียด จึงมีส่วนของสมองที่จะมองเห็นและซึมซับความสุขในด้านอื่นๆได้ไม่ยาก ทำให้ชีวิตมีพลังที่จะก้าวเดินต่อไปได้เต็มที่
  • ส่งเสริมความกล้าและความภูมิใจในตนเอง เพราะคนมองโลกในแง่ดีคือคนที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเองได้ด้วยตนเอง และเชื่อมั่นว่าตนจะต้องทำได้ “ I can do it! ” และเมื่อลงมือทำแล้ว แต่กลับไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ก็จะยอมรับ และหาหนทางแก้ไข หรือมองหาทางอื่นที่ตนจะทำได้ดีกว่า โดยไม่จมกับการโทษตัวเอง และอยู่แต่กับความผิดพลาดนั้นจนก้าวต่อไม่ได้ 
  • สุขภาพดีกว่าที่เคย เพราะการรู้จักมองโลกในแง่ดี จะทำให้ไม่สะสมความเครียด ลดความกังวล ลดความกดดันต่างๆ ส่งผลต่อระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ทั้งการไหลเวียนของเลือด หัวใจเต้นช้าลง ลดความดันโลหิตสูง เพิ่มไขมันดี แต่ไขมันเลวลดลง 
  • ไม่เป็นคนหงุดหงิดหรือเครียดง่าย รู้จักควบคุมอารมณ์ มีเหตุผล เพราะสามารถมองทุกสิ่งตามความเป็นจริง 
  • รู้จักปล่อยวางได้ง่ายและเร็ว 
  • ดูอ่อนเยาว์ หรืออ่อนวัยกว่าคนในวัยเดียวกัน ผลมาจากที่ไม่มีความเครียดสะสม ความคิดดีๆมีผลต่อสารความสุขในร่างกาย และส่งผลต่อสมอง รวมไปถึงเซลล์ในร่างกาย ทำให้ระบบภายในดีออกมาสู่ภายนอก แลดูอ่อนกว่าวัย
  • ดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต คนคิดบวกหรือมักมองโลกในแง่ดี ก็มักจะเจอสิ่งดีๆ อันเนื่องมาจากกฏแรงดึงดูด จากวิธีมองโลกในแง่ดีหรือมุมมองของเราเอง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วคิดว่าหลายๆคนคงอยากมองโลกในแง่ดี เพราะมีแต่ผลดีกับชีวิตตนเองและคนรอบข้าง และจะได้เข้าใจว่า ที่จริงแล้วโลกใบนี้ไม่ได้เลวร้าย แต่การคิดแง่ร้ายและกระทำตามความคิดลบของคนเราต่างหาก ที่ส่งผลให้มันเลวร้ายต่อโลก ฝึกทีละนิด ไม่ต้องรีบร้อน แต่ฝึกประจำให้บ่อยๆ จนเคยชินเป็นนิสัย แล้วคุณก็จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เป็นคนคิดบวก ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่เป็นคนที่สวยพร้อมทั้งความคิดและการกระทำ 

You may also like

Business Lifestyle Travel

เที่ยวนครศรีธรรมราช สูดโอโซนเมืองใต้ หรอยจังหู้วว!

post-image

หากพูดถึงเที่ยวภาคใต้ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงทะเล หรือเมืองท่องเที่ยว อย่าง ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามีอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และเมืองใต้ก็ไม่ได้มีดีเพียงแค่ ทะเล เท่านั้น แต่ยังคงมีความสวยงามทางวัฒนธรรมท้องถิ่น สถานที่ อาหาร และน้ำใจของผู้คน 

“นครศรีธรรมราช” จังหวัดที่มีฉายาในอดีตว่า เมืองคนดุ แต่นั่นก็เป็นเพียงฉายาในอดีต แต่ในความเป็นจริง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอีกจังหวัดที่น่าเที่ยว เป็นเมืองแห่งภูเขา น้ำตก ลำธาร และฟ้าคราม มีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด เราจึงได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวนครศรีธรรมราช เพื่อชี้เป้าให้คุณได้ไปลองสัมผัสบรรยากาศ สถานที่ วัฒนธรรม และผู้คน แห่งเมืองใต้ … ไม่แน่นะ หากได้ลองไปเที่ยวแล้ว คุณอาจร้องเพลง “โอ่ โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา แม่น้ำ ภูเขา ทะเล กว้างไกล อย่าไปไหน กลับใต้บ้านเราๆ” 

ที่เที่ยวในนครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร 

มาถึงเมืองนครศรีฯ เมืองพระ มั่นอยู่ในสัจจะ ศีลธรรม กอปรกรรมดี ก็ต้องแวะกราบไหว้สักการะ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หรือที่ชาวนครเรียกว่า “วัดพระธาตุ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ และตราประจำจังหวัดของนครศรีธรรมราชกันก่อน วัดมหาธาตุฯ เป็นวัดอารามหลวง หรือวัดเจดีย์พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ซึ่งพระบรมธาตุเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 

นอกจากเป็นวัดที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวนครศรีฯแล้ว ยังโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ภายในมีองค์พระบรมธาตุเจดีย์ มียอดเจดีย์หุ้มทองคำแท้ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ พระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย) โดยตามตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช กล่าวไว้ว่า เจ้าชายธนกุมารและพระนางเหมชาลา เป็นผู้นำเสด็จพระบรมธาตุมาประดิษฐานไว้ ณ หาดทรายแก้ว และสร้างเจดีย์องค์เล็กๆ เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไม ภายในบริเวณวัดรายล้อมไปด้วยเจดีย์น้อยใหญ่ และเจดีย์มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ทั้งที่อยู่เมืองใต้แท้ๆ นอกจากนี้ยังมีความน่าอัศจรรย์ใจอีกอย่งหนึ่ง ที่นับเป็นอันซีนไทยแลนด์ นั่นคือ องค์พระธาตุจะไม่ทอดเงาลงพื้น แม้ว่าจะแสงอาทิตย์กระทบทางใด ก็จะไม่มีได้เห็นเงาพระธาตุอยู่บนพื้น นับว่าเป็นความน่ามหัศจรรย์ใจ และเป็นที่มาของผู้คนเรียกพระธาตุว่า “พระธาตุไร้เงา”

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมี ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ คือ การนำผ้าผืนยาวขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นประเพณีประจำปีที่สืบทอดกันมานาน โดยชาวนครศรีธรรมราชจะช่วยกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา เพื่อรวบรวมเงินนำไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันเป็นผ้าผืนยาวนับพันหลา แล้วร่วมใจจัดขบวนแห่ผ้าขึ้นไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ โดยผ้าที่นำไปขี้นห่มพระบรมธาตุนี้เรียกว่า “ผ้าพระบฎ” (พระบต) นิยมใช้ผ้าสีขาว สีเหลือง และสีแดง…

Read More
Blog Business Lifestyle

คู่เลขมงคลโทรศัพท์

post-image

รอบๆตัวเราล้วนแต่เกี่ยวข้องกับ “ตัวเลข” ทั้งนั้น ตั้งแต่วันเดือนปีเกิด บัตรประชาชน เลขที่บ้าน เลขทะเบียนรถ หรือแม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนไทยมีความเชื่อในศาสตร์ของตัวเลขมานาน และยังคงมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดูได้จากการหาฤกษ์ยามงานมงคลแทบทุกงาน ก็ยังคงต้องอิงการใช้ตัวเลขเข้ามาประกอบ

คนในยุคปัจจุบันให้ความสนใจในด้านของเลขมือถือมงคลกันมากขึ้น ไม่ต่างจากตัวเลขมงคลอื่นๆ และสำหรับใครที่เป็นสายมูเตลูตัวจริง หรือแม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการสายมู และกำลังมองหาเลขโทรศัพท์มงคล หรือต้องการเปลี่ยนเบอร์มือเป็นเลขสวยด้วยคู่เลขมงคล เราก็มีเรื่องของเลขมือถือมงคลมาฝากในบทความนี้ แต่ด้วยศาสตร์ตัวเลขเบอร์โทรศัพท์มีหลายแขนง เราจึงคัดเลือกของเลขคู่เบอร์มงคล ที่มีแล้วดีใช้แล้วปังในเรื่องใดบ้าง 

แต่ก่อนอื่นเรามาดูการเปรียบเทียบความหมายของตัวเลขแต่ละตัวกันก่อน 

ความหมายของตัวเลข

เลข 0 : เชื้อโรค , ไวรัส 

เลข 1 : ผู้นำ , พระอาทิตย์ 

เลข 2 : ผู้หญิง , พระจันทร์ 

เลข 3 : นักรบ , นักสู้ 

เลข 4 : การเจรจา คำพูด 

เลข 5 : สติ , ความยุติธรรม 

เลข 6 : เสน่ห์ , ความรัก 

เลข 7 : ความอดทน 

เลข 8 : ความเล่ห์เหลี่ยม , ยักษ์ 

เลข 9 : สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

เมื่อเรารู้ความหมายของตัวเลขแต่ละตัวแล้ว ทีนี้เรามาดูเลขคู่มงคลกันบ้าง

คู่เบอร์มงคล

Business Lifestyle

รู้เฟื่องเรื่องวันตรุษจีนกันหน่อย

post-image

ใกล้ตรุษจีนหรือปีใหม่จีนแล้ว คนจีนและลูกหลานจีนก็จะมีการตระเตรียมงาน จะมีความครึกครื้นที่สุดในคืนก่อนวันตรุษจีน ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับลูกหลานคนจีนที่มีการสืบทอดวัฒนธรรมมานาน ย่อมเข้าใจและคุ้นเคยดีกันอยู่แล้ว บทความนี้เราจะมารู้จักและทำความเข้าใจเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน ซึ่งเป็นประเทศพี่น้องของไทยเรากันสักหน่อย เพราะเชื่อว่าที่ผ่านมา มีคนไทยหลายๆคนที่ร่วมยินดีและฉลองเทศกาล โดยที่ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก ดังนั้นเราจะมารู้ข้อมูลเกี่ยวกับวันตรุษจีน ตรุษจีนคือวันอะไร ของมงคลตรุษจีนมีอะไรบ้าง ตรุษจีนความสําคัญยังไง ตรุษจีนต้องใส่สีอะไร ตรุษจีน 2565 ไหว้วันไหน เพื่อเตรียมยินดีและร่วมฉลองอย่างเข้าใจถูกต้องกันดีกว่า 

ตรุษจีน ตรุษแปลว่าอะไร

คำว่า “ตรุษ” เป็นคำที่มาจากสันสกฤต มีความหมายว่า ตัดขาด หรือการตัดขาดจากปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ หรือเทศกาลสิ้นปี เทศกาลรื่นเริงรับปีใหม่ 

ตรุษจีนจันทรคติตามปฎิทินจีนจะตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 

ตรุษจีน 2565 วันที่เท่าไหร่

  • ตรุษจีน 2565 วันจ่าย คือ วันที่ 30 มกราคม 
  • ตรุษจีน 2565 วันไหว้ คือ วันที่ 31 มกราคม 2565 เป็น
  • ตรุษจีนชิวอิก 2565 วันเที่ยว คือ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 (วันเที่ยว / วันชิวอิก / วันตรุษจีน”

ตรุษจีนตรงกับวันไหนกันแน่นะ 

ตรุษจีน เป็นวันปีใหม่จีน ซึ่งลูกหลานจีนคนไหนที่ไปทำงานหรือไปอยู่ไกลบ้าน ก็จะรีบกลับไปบ้านเพื่ออยู่ฉลองปีใหม่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เหมือนปีใหม่ของคนไทย สมาชิกในบ้านจะออกไปซื้อของตรุษจีน เช่น อาหาร ของไหว้บรรพบุรุษ และของขวัญสำหรับแจกจ่ายสมาชิกในบ้านในวันจ่าย จากนั้นจะตระเตรียมของไหว้สำหรับวันไหว้ในวันรุ่งขึ้น และถัดไปอีกวันก็จะเป็นวันตรุษจีนชิวอิกหรือวันปีใหม่จีนนั่นเอง 

ตรุษจีนภาษาอังกฤษจะมีหลายคำที่น่าสนใจ เนื่องจากวัฒนธรรมเอเชียก็ได้รับการสนใจจากชาวต่างชาติอย่างชาวยุโรปและโซนอื่นๆ ถึงขนาดที่มี Vlog ของชาวยุโรปมากมาย ที่เสนอเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเอเชีย อย่างประเทศไทย จีน หรือ ญี่ปุ่น เป็นต้น แม้แต่ประเทศไทยเองก็มีการฉลองเทศกาลของตรุษจีนทั่วประเทศ สำหรับตรุษจีนคําศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่ารู้ ได้แก่ 

  • Chiness New Year : วันตรุษจีน / วันปีใหม่จีน
  • Lunar calendar :…
Read More
Blog Business

ทำไมต้องครีมเกาหลี เมื่อคิดจะสร้างแบรนด์ครีม

post-image

เมื่อทำการสำรวจผู้ใช้เครื่องสำอางส่วนใหญ่จะตอบไปในทิศทางเดียวกันคือ “นวัตกรรมและคุณภาพของกระบวนการผลิตระดับสากล” ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้เครื่องสำอางและสกินแคร์ไม่ได้ตอบโจทย์เพียงแค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็เริ่มหันมาให้ความสนใจในการดูแลตัวเองกันมากขึ้น ทำให้มีหลายๆแบรนด์ที่ผลิตครีมทาหน้าและผลิตภัณฑ์ความงาม ทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ออกมาจำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ 

โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นคุณสมบัติที่ช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียน กระจ่างใส มีสุขภาพดี ด้วยสารสกัดต่างๆที่น่าสนใจ เช่น ไฮยาลูรอนิค คอลลาเจน วิตามินซี กลูตาไธโอน สารสะท้อนแสงuv เป็นต้น นำมาเป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตครีมทาผิวด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยผลิตออกมาในรูปแบบของครีมนวัตกรรมใหม่ เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ซึ่งผู้ที่สนใจวงการความงามจะรู้กันดีว่าประเทศเกาหลีเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมเครื่องสำอาง 

โรงงานสร้างแบรนด์ครีมเกาหลีดียังไง?

มีแนวโน้มว่าตลาดผลิตภัณฑ์ความงามจากเกาหลีจะเติบโตในประเทศไทยได้อีกนาน ด้วยมาตรฐานโรงงานผลิตครีมคุณภาพมีรางวัลรับรองระดับสากล โรงงานทำครีมสร้างแบรนด์ในเกาหลีมักจะมีนวัตกรรมความงามที่แปลกใหม่ พัฒนาส่วนผสมด้วยสารสกัดใหม่ๆอยู่เสมอ สูตรแปลกใหม่ที่เป็นนวัตกรรมความงามที่เราคาดไม่ถึง เช่น นำพิษผึ้งมาช่วยในการบำรุงผิว สครับด้วยรังไหม การทำครีมจากไขมันม้า ครีมจากการสกัดน้ำเลี้ยงจากพืช แผ่นมาส์กหน้าด้วยเลือด ผลิตภัณฑ์บำรุงผมด้วยมายองเนส เป็นต้น ถ้าฟังแล้วอาจดูแปลกๆแต่ทีมวิจัย R&D จากเกาหลีสามารถนำมาใช้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่แก่วงการความงามได้อย่างน่าทึ่ง ถ้าใครที่ชื่นชอบในการสร้างความแปลกใหม่ให้กับแบรนด์ก็ไม่ควรพลาด เผื่อได้ครองตลาดเป็นเจ้าแรกๆ เพราะการลงมือก่อนได้เปรียบเสมอ

นอกจากนี้โรงงานทำเครื่องสำอาง โรงงานผลิตเวชสำอางค์ โรงงานผลิตครีมออแกนิค ของเกาหลีมีเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยมาก ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี มีความหนืด ความคงตัว ความเข้มข้นของสาร รวมไปถึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ผลิตได้รวดเร็วและในปริมาณที่มากพอตามความต้องการของตลาด โดยไม่ต้องหยุดชงักเพราะต้องรอการนำเข้าของส่วนประกอบในการผลิต อย่างบางโรงงานในไทยที่ยังใช้สารและส่วนผสมบางชนิดจากเกาหลี จึงต้องมีการสั่งนำเข้าซึ่งบางครั้งก็ต้องชะลอการผลิตเพราะระบบการขนส่งล่าช้า อีกทั้งไทยยังขาดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย ดังนั้นโรงงานผลิตครีมเกาหลีโดยตรงจึงนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า 

บรรจุภัณฑ์ที่ดูสวยงาม ที่มีทั้งแบบสดใสน่ารักและแบบเรียบหรูแต่ราคาจับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย จะต่างจากเครื่องสำอางแบรนด์ยุโรป ที่เน้นความเรียบหรูและราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งส่วนผสมส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเน้นเรื่องการเติมสารป้องกันแสงแดด เนื่องจากชาวยุโรปมีผิวขาวอยู่แล้ว และนิยมอาบแดดมากกว่าต้องการความขาวสว่าง อีกทั้งเฉดสีเมื่อใช้แล้วก็ไม่กลมกลืนกับผิวคนเอเชีย แต่ส่วนผสมของทางฝั่งเกาหลีจะมีสารประกอบที่ช่วยในการป้องกันแสงแดด สารที่ทำให้ผิวขาวสว่างใส เพราะชาวเอเชียส่วนใหญ่จะมีผิวที่ค่อนข้างเป็นสีแทนหรือน้ำผึ้ง งานครีมเกาหลีจึงตอบโจทย์ความต้องการในตลาดไทยมากกว่านั่นเอง

อีกข้อที่ทำให้ใครส่วนใหญ่เทใจให้กับครีมเกาหลี คือมีการปรับสูตรใหม่ๆให้เข้ากับผิวของคนเอเชีย เป็นสารบำรุงที่กลมกลืนกับสีผิวไม่ดูหลอกตา เป็นธรรมชาติเหมือนไม่แต่งหน้า เช่น ครีมเอเอ ครีมบีบี ครีมซีซี คุชชั่น ที่เป็นได้ทั้งรองพื้นและบำรุงผิวหน้า ให้ใบหน้าเรียบเนียนและไม่เปลี่ยนสีระหว่างวัน ควบคุมความมัน เพราะเอเชียมีสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องแสงแดดแรงกล้า 

แม้แต่เครื่องสำอางก็ยังมีหลายลุคให้เลือก ตั้งแต่ everyday look ที่แต่งได้ทุกวัน หรือ party look ที่มีสีสันจัดจ้านให้เลือกได้ในราคาเบาๆ ทำให้ไปทางไหนก็มักจะเห็นช็อปเครื่องสำอางเกาหลีแทบจะทุกที่ และยิ่งถ้าฉลากมีคำว่า Made in Korea Read More