Lifestyle

เหตุผลที่เราควรฝึกมองโลกในแง่ดี

ฝึกมองโลกในแง่ดี

มองโลกในแง่ดี คือ ทัศนคติที่มีต่อสิ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆในทางบวก ด้วยความเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่บนพื้นฐานในแง่บวก หรือหวังว่าผลที่จะออกมานั้นเป็นไปในทางดีหรือตามที่คาดหวังและต้องการ 

มองโลกในแง่ดีภาษาอังกฤษ คือคำว่า “Optimism” ซึ่งมาจากรากศัพท์ละตินว่า “Optimum” ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Best” แปลว่า “ดีที่สุด” ให้ความหมายที่เป็นไปในทางแง่ดี ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นไปในทางที่ดี หรือผลลัพท์ที่ได้จะดีที่สุดตามแต่สถานการณ์ 

ทัศนคติมองโลกในแง่ดี จะช่วยเสริมสร้างให้เรารู้จักการมองสิ่งรอบตัวไปในทิศทางที่ดี หรืออาจมองเห็นสิ่งดีๆในขณะที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายได้ ซึ่งแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เลนเนิร์ด สเปนเซอร์-เชอร์ชิล (Winston Leonard Spencer-Churchill) และยังเป็นนักเขียน ได้เคยกล่าวไว้ว่า “คนมองโลกในแง่ร้ายเห็นอุปสรรคในทุกโอกาส แต่คนมองโลกในแง่ดี เห็นโอกาสในทุกอุปสรรค”

นั่นเป็นเพราะว่า การมองโลกในแง่ร้าย จะมองเห็นทุกอย่างเลวร้ายไปหมด และมัวแต่จมปลักกับการโทษทุกสิ่ง จนไม่ได้พยายามที่จะตั้งสติ ที่จะคิดและมุ่งหวังในการหามุมมองหรือทางออก หรือแม้แต่ข้อดีที่อาจนำพาไปสู่หนทางที่ดีกว่า ทำให้คนที่คิดลบอยู่เสมอ มักจะหาทางแก้ไขที่ดีได้ค่อนข้างช้า หรือแม้แต่การพลาดโอกาสดีๆที่แม้แต่เขาเองอาจคาดไม่ถึง 

ลักษณะคนคิดบวก

  • มองไปข้างหน้าเสมอ แม้จะเจอปัญหาหรือมีอุปสรรคใดๆ
  • มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ สามารถมองหาโอกาสได้แม้ในยามวิกฤติ 
  • เชื่อมั่นในตนเอง หรือสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง ว่าจะต้องทำได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  
  • ลองลงมือทำก่อนจะพูดว่าทำไม่ได้
  • ชื่นชมสิ่งดีๆแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย 
  • โฟกัสในสิ่งที่ตัวเองควรทำ มากกว่าโฟกัสในสิ่งที่คนอื่นทำ
  • มองเห็นและมองหาด้านดีของผู้อื่น 
  • รู้จักยอมรับและปล่อยวาง 
  • รู้จักขอโทษและขอบคุณ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ
  • คนมองโลกในแง่บวกจะนิ่งได้ รอได้ ช้าได้ ทนได้  
  • เมื่อเผลอเกิดอารมณ์ไม่ดี จะตั้งสติหยุดได้เร็ว และนิ่งลงได้เร็วกว่าคนอื่น

ลักษณะคนคิดลบ

  • มองทุกสิ่งเป็นเรื่องเลวร้าย และโทษแต่โชคชะตา 
  • คิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือผลที่จะตามมาในทางลบไว้ก่อน
  • คิดวนเวียนถึงแต่ความล้มเหลว จมปลักแต่อดีต จนไม่สามารถมองเห็นทางแก้ไข หรือแม้แต่การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้เลย 
  • คนที่มองโลกในแง่ร้ายโทษแต่สิ่งรอบตัว และคนรอบข้างเสมอ 
  • ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง จะมองตัวเองว่าไม่มีความสามารถ และเชื่อว่าตัวเองทำไม่ได้ 
  • พูดว่า “ไม่” ในทุกเรื่องๆ เช่น ทำไม่ได้ ,ไม่สำเร็จ ,ไม่มีทาง ,ไม่ทัน ,ไม่ได้ ,ไม่ดี , ไม่ได้เรื่อง , ไม่มีทางออก ฯลฯ
  • มองเห็นแต่ปัญหา อุปสรรค และความผิดพลาด
  • โทษผู้อื่นก่อนเสมอ โวยวายใส่ผู้อื่นก่อนที่จะคุยหรือถามถึงเหตุผล
  • จับผิดผู้อื่น เห็นแต่ข้อเสียของผู้อื่น แต่ไม่เคยเห็นความผิดหรือข้อเสียของตนเอง 
  • รู้สึกเสียหน้าหากจะต้องขอโทษใครก่อน หรือกระดากแม้แต่จะเอ่ยคำว่า ขอบคุณ 

คนที่มองโลกในแง่ดี จะมองเห็นหรือพยายามมองหาข้อดีในตัวบุคคลอื่น โดยไม่มองแต่ด้านลบด้านเดียว แล้วทำไมเราควรมองด้านดีๆของคนอื่นน่ะหรือ? หากมองโลกให้เป็นก็จะสามารถเข้าใจได้ว่า ในโลกใบนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ 100% “Nobody perfect” แม้แต่ตัวเราเอง และถ้าหากเราพยายามองหาด้านดีในตัวบุคคล เราอาจจะรู้จักคนๆนั้นมากขึ้น หรือสามารถนำด้านดีของคนนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ซึ่งอาจเป็นไปในเรื่องของงาน หรือทางสังคม เช่น หัวหน้างานรู้ว่ามีลูกทีมที่มีนิสัยเกียจคร้าน แต่เขามีวาทะศิลป์ดีในการพูดหว่านล้อม ก็ให้เขาได้ใช้ตรงนั้นในการเจรจากับลูกค้า เพื่อนร่วมงานที่ชอบออกคำสั่ง แต่มองเห็นว่าเขาทำงานเก่ง ก็จะยังคงทำงานร่วมกันได้โดยไม่เกิดปัญหา หรือแม้แต่นักโทษที่อาจตกเป็นจำเลยของสังคม แต่เขาคนนั้นมีจิตใจรักสัตว์ ก็ให้ทำงานเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสัตว์ เป็นต้น

อีกความแตกต่างระหว่างคนคิดบวกกับคนคิดลบ ตัวอย่าง คนคิดบวกเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ดี จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติทั่วไป ไม่หลงระเริง แต่ถ้าเป็นคนคิดลบ จะคิดว่าเหตุการณ์ดีๆที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับตน ทำให้หลงมัวเมาอยู่แต่กับสิ่งนั้น และเมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไป ก็ทำให้เกิดความเศร้าโศกมาก เพราะความยึดติดในสิ่งนั้น แต่ถ้าเป็นกรณีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นกับคนคิดบวก พวกเขาจะมองว่ามันเกิดขึ้นได้เดี๋ยวมันก็ผ่านไป และหาหนทางดับทุกข์เหล่านั้นได้ แต่กลับกัน หากเป็นคนคิดลบ จะหลงคิดแต่ว่ามันเป็นสิ่งเลวร้ายถาวร ที่ไม่มีทางจะจบลงได้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมันไปได้ง่ายๆนั่นเอง

ทฤษฎีการมองโลกในแง่ดีของ โกลแมน (Goleman) ชี้แจงว่า มีความเกี่ยวข้องและเป็นองค์ประกอบของสติปัญญาทางอารมณ์ (emotional intelligence) เพราะการมองโลกในแง่ดีจะมีแรงจูงใจ ในการคิดว่าทุกสิ่งไม่ได้มีแต่สิ่งเลวร้าย ทำให้มีพลังที่จะสามารถพลิกหาโอกาสได้ ซึ่งจะตรงข้ามกับผู้ที่คิดลบอย่างสิ้นเชิง 

เช่นเดียวกับ บาร์ออน (Bar-On) ที่มองว่าทฤษฎีการมองโลกในแง่บวก เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) หรือ EQ ซึ่งสามารถเข้าใจในอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และสามารถควบคุมอารมณ์ ยับยั้งชั่งใจในการแสดงออกของตนได้อย่างเหมาะสม ทำให้ช่วยรับมือในการจัดการชีวิต เมื่อตกอยู่ในสภาวะที่มีแรงกดดันได้ไปในทิศทางที่ดี และเซลิกแมน (Seligman) ก็ยังให้เหตุผลทางทฤษฎีการเป็นคนคิดบวกจะเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถมีความสุขได้ง่ายแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงฟื้นตัวจากเหตุการณ์เลวร้ายได้เร็วกว่าคนอื่น 

ความแตกต่างของคนคิดบวกกับโลกสวย 

หลายๆคนมักจะเข้าใจว่า คนคิดบวกคือพวกโลกสวย และมักจะมีการใช้คำว่าโลกสวยไปในทิศทางที่เป็นการประชดประชันเสียมากกว่า ซึ่งที่จริงแล้ว คนคิดบวกไม่ใช่เป็นพวกโลกสวย แต่คนคิดบวกหรือการมองโลกในแง่ดี หมายถึง การมองโลกตามความเป็นจริง มีเหตุและผลมารองรับ ในสิ่งรอบด้านอย่างชาญฉลาด และบวกด้วยความคาดหวังที่ให้ออกมาในรูปแบบที่ดี แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ก็พร้อมที่จะทำความเข้าใจและยอมรับทั้งในด้านดีและไม่ดี ซึ่งจะตรงข้ามกับคนโลกสวย…อย่างไรน่ะหรือ? เราลองมาเข้าใจคำว่าโลกสวยกันให้ชัดๆกันก่อน เพื่อหลุดพ้นจากความเข้าใจผิดเหมือนหลายๆคนที่เข้าใจผิดกันอยู่ 

“โลกสวย” คือมองโลกในแง่ดีเกินไป ซึ่งคนประเภทมองโลกในแง่ดีเกินไป ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Overly optimistic โดยเราจะยกตัวอย่างการมองโลกในแง่ดีเกินไปจนจัดว่าเข้าประเภทเป็นคนโลกสวย

มองในแง่ดีเกินไปโดยไม่อยู่ในหลักความเป็นจริง ตัดสินคนอื่นด้วยเหตุผลของตนเอง โดยอวดอ้างคุณธรรม ทั้งที่ไม่ได้รู้ถึงความเป็นจริงในสถานการณ์ เช่น การตัดสินคนในโซเซียล ดูคลิปที่มีเหตุการณ์คนจะกระโดดน้ำเพื่อฆ่าตัวตาย แล้วคนดุคลิปก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าคนที่ถ่ายคลิปทำไมไม่เข้าไปช่วย ไม่เข้าไปปลอบหรือห้าม ถ้าเป็นตนจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่จริงในสถานการณ์จริง คนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่สามารถเข้าไปพละการได้ เพราะไม่รู้ว่าหากเข้าไปช่วย อาจยิ่งทำให้คนที่จะกระโดดน้ำยิ่งเครียดหรือกลัว และตัดสินใจกระโดดน้ำโดยช่วยไม่ทันก็ได้ และอาจมีใครที่ช่วยโทรตามเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะแล้ว 

หรือคลิปที่เกิดรถมอเตอร์ไซด์ชนคนข้ามถนน มีแต่คนโทษคนขับมอเตอร์ไซด์ ทั้งที่เขาเป็นผู้ขับมาตามทางถนนอย่างถูกต้อง ด้วยความเร็วที่ไม่ได้เกินจำกัด แต่คนข้ามถนน ข้ามในที่เขาห้าม หรือวิ่งตัดข้ามตัดหน้ากระทันหันโดยไม่ได้ดูรถที่วิ่งมา แต่กลายเป็นว่า ทุกคนตัดสินว่าคนขับมอเตอร์ไซด์เป็นผู้ผิด และลงโทษด้วยการตราหน้า ด่าทอเขาจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง และอาจทำให้เขาเกิดความเครียดและทำร้ายตนเองได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คือพวกโลกสวย ไม่ใช่คนคนคิดบวก

พวกโลกสวยแบบเห็นผิดเป็นชอบ เห็นขาวเป็นดำ คิดว่าความคิดตนถูกเสมอ แต่กลับไปกัดหรือแขวะคนคิดบวกว่าเป็นพวกโลกสวย เช่น พวกที่ชอบพูดคำหยาบ หรือชอบพูดอะไรไม่คิด แล้วบอกว่าตนเองเป็นคนตรงๆ จริงใจ ไม่เสแสร้งเหมือนพวกที่พูดดีๆ ดัดจริตใช้คำ เกรงใจคนอื่น แต่ไม่จริงใจเท่าตนที่คิดอะไรก็พูดออกไป…แต่ที่จริงแล้ว การเป็นคนจริงใจหรือเป็นคนตรงๆอย่างแท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนพูดคำหยาบ ไม่จำเป็นต้องพูดทุกสิ่งที่ตนคิด เพราะคนไม่มีมารยาท คนถ่อย ย่อมแตกต่างจากคนตรงคนจริง เพราะคนตรงๆคนจริงใจ สามารถที่จะเป็นผู้รู้จักกาลเทศะได้ มีความเกรงใจ และควรมีมารยาทที่ดีต่อผู้อื่น แต่เมื่อใครถามหรือต้องการความคิดเห็น จึงแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่จำเป็นต้องหยาบ หรือยัดเยียดความคิดของตนให้คนอื่นทำตาม เรียกว่าเป็นคนตรงที่คิดบวกและมีมารยาท

มองโลกแง่ดีโดยไม่ดูความจริงของอีกด้าน มองคนในแง่ดีไปหมด ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันผิวเผิน ไม่ตั้งอยู่ในความจริงว่าทุกคนล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อาจเห็นว่าเขาหน้าตาดี หน้าที่การงานดี แต่งตัวดี ฐานะตระกูลดี จึงคิดว่าเขาจะต้องโปรไฟล์ดีเลิศ แม้มีใครบอกใครเตือน ก็ไม่เชื่อ และคิดว่าไม่จริง เป็นไปไม่ได้ เพราะมองเขาในแง่ดีไปหมดเสียแล้ว โลกสวยจนกู่ไม่กลับ เช่น เกิดคดีข่มขืน เห็นหน้าโจรหน้าตาดีฐานะดี ก็ไม่เชื่อว่าเขาจะทำได้ เพราะหน้าตาและฐานะดีขนาดนั้นๆ สาวๆต้องต่อคิวเข้าหา ไม่จำเป็นต้องไปข่มขืนใคร อย่างนี้เป็นต้น โดยอาจลืมไปว่า ไม่ว่าจะหน้าตาอย่างไร หรือเป็นใครมาจากไหน ก็สามารถทำดีหรือทำเลวได้เหมือนกันหมด 

เห็นได้ว่าคนคิดบวกและคนโลกสวยนั้นแตกต่างกันอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเข้าใจผิดและหลงประเด็น จึงมักโยนความหมายที่ผิดๆไปทางคนคิดบวกตามที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ทำให้ใครหลายคนที่อยากจะหัดมองโลกในแง่ดี อาจไม่กล้าจะแสดงพลังบวกออกมา แต่สำหรับคนที่ฝึกจิตคิดบวกอยู่เสมอ จะกล้าก้าวข้ามและยืนหยัดความเป็นตัวตน แม้จะรู้ว่าอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่สามารถเข้าใจเขาได้ก็ตาม 

ข้อดีของการเป็นคนมองโลกในแง่ดี คิดบวก

  • มีความสามารถในการจัดการปัญหา เพราะทุกคนย่อมจะต้องเจอปัญหา อุปสรรคต่างๆเข้าในชีวิตให้จัดการ ครอบครัว ความสัมพันธ์ การงาน การเงิน ฯลฯ คนที่มองโลกในแง่ดี จะไม่จมอยู่แต่กับปัญหา แต่จะพยายามมองหาทางออก และใช้ความคิดบวกว่าจะต้องเจอสิ่งดีๆ เป็นแรงผลักดัน มองหาหนทางแก้ไข จนทำให้สามารถเจอวิธีแก้ไข และหาทางออกของปัญหาได้ในที่สุด 
  • มีพลังชีวิต เพราะการคิดบวก มีคติมองโลกในแง่ดี ไม่จมอยู่แต่กับความเศร้า ทำให้ไม่นิยมสะสมความเครียด จึงมีส่วนของสมองที่จะมองเห็นและซึมซับความสุขในด้านอื่นๆได้ไม่ยาก ทำให้ชีวิตมีพลังที่จะก้าวเดินต่อไปได้เต็มที่
  • ส่งเสริมความกล้าและความภูมิใจในตนเอง เพราะคนมองโลกในแง่ดีคือคนที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเองได้ด้วยตนเอง และเชื่อมั่นว่าตนจะต้องทำได้ “ I can do it! ” และเมื่อลงมือทำแล้ว แต่กลับไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ ก็จะยอมรับ และหาหนทางแก้ไข หรือมองหาทางอื่นที่ตนจะทำได้ดีกว่า โดยไม่จมกับการโทษตัวเอง และอยู่แต่กับความผิดพลาดนั้นจนก้าวต่อไม่ได้ 
  • สุขภาพดีกว่าที่เคย เพราะการรู้จักมองโลกในแง่ดี จะทำให้ไม่สะสมความเครียด ลดความกังวล ลดความกดดันต่างๆ ส่งผลต่อระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ทั้งการไหลเวียนของเลือด หัวใจเต้นช้าลง ลดความดันโลหิตสูง เพิ่มไขมันดี แต่ไขมันเลวลดลง 
  • ไม่เป็นคนหงุดหงิดหรือเครียดง่าย รู้จักควบคุมอารมณ์ มีเหตุผล เพราะสามารถมองทุกสิ่งตามความเป็นจริง 
  • รู้จักปล่อยวางได้ง่ายและเร็ว 
  • ดูอ่อนเยาว์ หรืออ่อนวัยกว่าคนในวัยเดียวกัน ผลมาจากที่ไม่มีความเครียดสะสม ความคิดดีๆมีผลต่อสารความสุขในร่างกาย และส่งผลต่อสมอง รวมไปถึงเซลล์ในร่างกาย ทำให้ระบบภายในดีออกมาสู่ภายนอก แลดูอ่อนกว่าวัย
  • ดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต คนคิดบวกหรือมักมองโลกในแง่ดี ก็มักจะเจอสิ่งดีๆ อันเนื่องมาจากกฏแรงดึงดูด จากวิธีมองโลกในแง่ดีหรือมุมมองของเราเอง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วคิดว่าหลายๆคนคงอยากมองโลกในแง่ดี เพราะมีแต่ผลดีกับชีวิตตนเองและคนรอบข้าง และจะได้เข้าใจว่า ที่จริงแล้วโลกใบนี้ไม่ได้เลวร้าย แต่การคิดแง่ร้ายและกระทำตามความคิดลบของคนเราต่างหาก ที่ส่งผลให้มันเลวร้ายต่อโลก ฝึกทีละนิด ไม่ต้องรีบร้อน แต่ฝึกประจำให้บ่อยๆ จนเคยชินเป็นนิสัย แล้วคุณก็จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เป็นคนคิดบวก ไม่ใช่แค่โลกสวย แต่เป็นคนที่สวยพร้อมทั้งความคิดและการกระทำ 

You may also like

Business

รวมกองทุนปันผลที่น่าสนใจ กองทุนตัวไหนน่าจะเหมาะกับเรา

post-image

ใครที่เริ่มสนใจหรือมองหาการลงทุนเพื่ออนาคต แต่ไม่รู้ว่าจะลงทุนกับกองทุนไหนดี เพราะไม่เคยทำมาก่อน เราจะมาพาทำความรู้จักกับกองทุนปันผลในตลาดหุ้นหรือธีมที่นับว่าแข็งแกร่ง น่าสนใจที่จะลงทุน โดยจะเลือกลงทุนรายตัวหรือจัดเป็นพอร์ตให้กระจายตัวดี 

หุ้นปันผลกับกองทุนปันผลต่างกันอย่างไร 

หุ้นปันผลกับกองทุนปันผลต่างกันอย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าระหว่าง หุ้นปันผลคืออะไร และกองทุนปันผลคืออะไร จะได้รู้ว่าเหมือนหรือต่างกัน  หุ้นปันผล เป็นหุ้นประเภทหนึ่งที่นักลงทุนต้องการจะมีเก็บไว้อยู่ในพอร์ตลงทุน เพื่อให้ได้เงินปันผลส่วนนี้เป็นรายได้เสริม หรืออาจกลายเป็นรายได้หลักหลังจากที่เกษียณไปแล้ว แต่บางคนอาจต้องการมีหุ้นปันผลเพื่อลดความเสี่ยง ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน หรือจะทำพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ กองทุนปันผล คือ กองทุนที่นำกำไรที่ได้จากการลงทุนมาแจกจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนนั่นเอง โดยปัจจุบันบริษัทจะนิยมจ่ายเงินปันผล 2 แบบ ด้วยกัน คือ 

1. จ่ายเป็นเงินสด หรือ Cash Dividend คือรูปแบบที่บริษัทส่วนใหญ่นิยมกันมาก โดยมีเงินปันผลที่ได้มาจากกำไรสะสมของบริษัท โดยจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานปกติ ข้อดี คือ นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล โดยที่การลงทุนจะยังดำเนินต่อไป ส่วนข้อเสีย คือ เงินปันผลที่ได้อาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก เนื่องจากมีการหักภาษีเงินปันผล 10% 

2. จ่ายเป็นหุ้น หรือ Equity Stock Dividend คือ การเพิ่มทุนเป็นหุ้นสามัญ แล้วจึงจะนำมาจ่ายปันผล โดยกำหนดจ่ายตามอัตราส่วนที่กำหนด เช่น จ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นปันผลในอัตราส่วน 10 : 1 คือ ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นปันผล 1 หุ้น ในทุก ๆ หุ้นเดิมที่ถืออยู่จำนวน 10 หุ้น หากถือหุ้นสามัญ 1,000 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 100 หุ้น และถ้าถือหุ้นสามัญ 10,000 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 1,000 หุ้น เป็นต้น 

โดยปกติหุ้นปันผลจะมีอัตราเงินปันผลหรือ Dividend Yield โดยคำนวณมาจากเงินปันผลต่อหุ้น / ราคา แต่ในส่วนกองทุนปันผลจะบอกเพียงกองทุนปันผลคิดเป็นกี่บาท / หน่วย ในแต่ละครั้ง ทำให้นักลงทุนไม่สามารถรู้ได้ว่า Dividend เป็นเท่าไร 

แล้วจะรู้ Dividend Yield ได้อย่างไร ? 

วิธีการคาดการ Dividend Yield คือ นำส่วนปันผลรวมย้อนหลัง (…

Read More
Business Lifestyle

อัพเดท 7 เทรนด์สีปี 2023 สีไหนมาแรง แต่งบ้านรับปีเถาะกันเถอะ 

post-image

สำหรับคนรักบ้าน รักการตกแต่งบ้าน วันนี้เรามาจะอัพเดทเทรนด์สีปี 2023 ซึ่งสีเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมจากเทรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลก และทางนิตยสาร Creative Thailand ได้รวบรวมจัดทำขึ้นทุกปี เพื่อส่งเสริมและผลักดันเศรษฐกิจไทย ภายใต้ CEA หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) 

เราจึงได้นำมาอัพเดทเพื่อเป็นแนวไอเดียให้ใครที่กำลังต้องการจะจัดแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่ ซึ่งตรงกับ ปีเถาะ หรือ ปีกระต่าย และเทรนด์สีเหล่านี้ ยังเหมาะต่อการไปใช้กับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของใช้ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมไปถึงใช้เพื่อสื่อโฆษณาสินค้า การบริการ และงาน Events ต่าง ๆ อีกด้วย มีสีอะไรให้เพื่อน ๆ ได้นำไปใช้เสริมสร้างความปังและทันสมัยกันบ้าง ตามมาเลยค่ะ 

Elfin Yellow : สีเหลืองอ่อน – ครีม 

สีเหลืองอ่อนไปจนถึงเกือบออกสีครีม โทนสีที่บ่งบอกถึงความเป็น Minimalism ที่ยังคงได้รับความนิยมในการตกแต่งบ้านเสมอมา เพราะให้ความรู้สึกเรียบง่าย อบอุ่น อ่อนโยน สบายตา นอกจากนี้ โทนสีเหลืองอ่อนยังเป็นสีแห่งการรีเซ็ต การเริ่มหรือสร้างสิ่งใหม่ ๆ และยังเป็นสื่อถึงการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง 

การตกแต่งบ้านด้วยสีหลักอย่างโทนสีเหลืองอ่อนจะให้สไตล์บ้านมินิมอล แต่ถ้าต้องการเติมความสดใส และความมีชีวิตชีวาให้กับบ้าน อาจใช้เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์สีเหลือง ควบคู่ไปกับสีหลักของบ้านด้วยโทนสีเรียบ ๆ แทน ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในช่วงซัมเมอร์สดใส 

Lime Green : สีเขียวมะนาว 

โดยปกติ สีเขียว มักจะทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม และมักจะเป็นที่นิยมในการนำมาใช้ตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ บ้าน และ สำนักงาน เพราะจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบ แต่สำหรับเทรนด์สีปี 2566 ที่ต้องการเพิ่มความล้ำสมัยมากขึ้น ทำให้เฉดสีเขียวมะนาวเป็นสีที่จะมาแรงแซงทางโค้งอีกสีหนึ่งเลยทีเดียว เพราะสีเขียวมะนาวจะสื่อถึงความสดใสและมีชีวิตชีวาของคนยุค Gen Z ได้เป็นอย่างดี จึงถูกนำมาใช้บนโลกดิจิทัลมากขึ้น 

แม้ว่าสีเขียวมะนาวจะดูสดและจัดจ้านจนอาจไม่ไหวสำหรับการทาสีผนังบ้าน แต่สามารถนำมาใช้กับของตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเพิ่มความสดใสและความโดดเด่นให้กับบ้านมากขึ้น หรือจะลดเฉดลงอีกหน่อยด้วยสีเขียวแอปเปิลก็นับว่าเก๋กู๊ดเลยทีเดียว 

Blog Business Lifestyle Politics

วิธีเช็คเบอร์โทรศัพท์ มิจฉาชีพโทรหาเรา หรือใครโทรมากันแน่ 

post-image

ฮัลโหลวว! นั่นใครโทรมา มิจฉาชีพหรือเปล่าคะ? แต่คงไม่มีมิจฉาชีพคนไหนยอมรับแน่นอน แล้วเราจะมีวิธีไหนเช็คเบอร์ใครโทรมา หรือส่ง SMS พร้อมแนบลิงก์ที่ถ้าเผลอไปกด โดนดูดเงินสูญหมดบัญชี เราจึงต้องมีวิธีป้องกันโดนมิจฉาชีพหลอก ยิ่งช่วงนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาด แถมตำรวจก็ยังทำอะไรไม่ได้ เป็นปัญหาสังคมและมีผู้เสียหายไปแล้วนับไม่ถ้วน เมื่อเราพึ่งใครไม่ได้ เราก็ต้องพึ่งตนเองก่อนในเบื้องต้น ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ 

Google 

เมื่อมีเบอร์แปลก ๆ โทรมาหา ไม่ว่าจะก่อนรับสายหรือหลังสายไปแล้ว แต่อยากรู้ว่าใช่เป็นเบอร์มิจฉาชีพหลอกโทรหาเราหรือไม่ ให้นำเบอร์นั้นไปค้นหากับเว็บไซต์กูเกิล หากเป็นหมายเลของมิจฉาชีพที่มีประวัติหลอกลวง เราจะพบข้อมูลที่ผู้เสียหายได้โพสเตือนภัยผ่านบนเว็บไซต์ 

Facebook 

เฟซบุคเป็นอีกช่องทางที่สามารถค้นหาเบอร์โทรศัพท์ได้เช่นกัน โดยการนำเบอร์แปลก ๆ ที่ได้โทรหาเราไปใส่ช่องค้นหา (search) หากเป็นเบอร์ที่เคยมีประวัติหลอกลวง เราจะสามารถพบตามกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มขายของ กลุ่มเตือนภัย ฯลฯ มีผู้เสียหายได้โพสข้อความเตือนภัย พร้อมระบุหมายเลขโทรศัพท์  

Line 

อีกช่องทางโซเชียลมีเดียที่ใช้สืบหาเบอร์มิจฉาชีพได้เช่นกัน โดยการนำเบอร์แปลกที่โทรหาเราไปใส่ในช่องเพิ่มเพื่อน (Add Friend) ผ่านหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะสามารถค้นหาเจอได้เฉพาะที่หมายเลขลงทะเบียนไลน์เท่านั้น หากแอดด้วยเบอร์โทรฯ แล้ว ไม่พบเจอเป็นผู้ใช้แอปไลน์ปกติทั่วไป ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าเป็นมิจฉาชีพ หรืออาจไม่ใช่ก็ได้ 

Whoscall 

Whoscall คือ แอปพลิเคชัน ที่รวบรวมฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ไว้เป็นพันล้านเบอร์ โดยมีผู้โหลดใช้แอป whoscall แล้วมากกว่า 70 ล้านครั้ง โดยแอปฯ นี้ จะมีการระบุหมายเลขโทรศัทพ์ของหน่วยงานต่าง ๆ เบอร์ขายสินเชื่อ เบอร์ขายประกัน รวมไปถึงเบอร์มิจฉาชีพ เมื่อไรที่เบอร์เหล่านี้โทรมา แอปฯ จะดึงข้อมูลมาแจ้งเตือนบนหน้าจอมือถือของเราทันที ทำให้เราสามารถเลือกที่จะรับสายหรือไม่ก็ได้  หรือทำการบล็อกเบอร์นั้นไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น whoscall มีฟังก์ชันให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มข้อมูลเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ว่าเป็นใคร เช่น เบอร์ขนส่ง เบอร์มิจฉาชีพ เป็นต้น ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแอปฯ Whoscall…

Read More
Lifestyle Travel

ชี้พิกัด 7 บ้านกระจกสวย ที่น่าไปเช็คอินสักครั้งในชีวิต

post-image

วันหยุดยาวทั้งทีหาที่เที่ยวฮีลใจกันดีกว่า มัดรวมพิกัด ที่เที่ยว บ้านกระจกใส วิวสวย นอนมองฟิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรมากั้นระหว่างเรา ให้ฟีลเหมือนเที่ยวต่างประเทศ มีที่ไหนบ้างไปดูกัน แล้วจัดกระเป๋ากันเล๊ยยย! 

Kissing Stars Glamping  (บ้านแม่ลาย จ.เชียงใหม่) 

kissing stars glamping บ้านแม่ลาย เชียงใหม่


เริ่มจากภาคเหนือของไทยกันก่อนเลย บ้านทรงกล่องสี่เหลี่ยมบนเนินเขา ติดกระจกใสมองเห็นวิวด้านนอก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังโดนธรรมชาติโอบอุ้ม ด้านในกว้างขวาง นอนแช่อ่างดูดาวดาวเพลิน ๆ ยิ่งถ้าไปช่วงหน้าหนาว บรรยากาศดีได้ฟีลเหมือนอยู่เมืองนอกยังไงยังงั้นเลย หรือไปช่วงหน้าฝน ก็ให้ความโรแมนติกไปอีกแบบ 

2. Morning Star Glamping เฟส 1 (บ้านแม่ลาย จ.เชียงใหม่) 

morning star phase 1


บ้านกระจกใสกลางป่า ที่มาแล้วจะรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ฟินแลนด์ สไตล์การตกแต่งแบบอบอุ่น เน้นความเรียบง่าย เสมือนเป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่จริง มีลำธารหน้าบ้าน หรือจะเลือกนอนแช่น้ำอุ่นในอ่างชมวิวเพลิน ๆ ก็ฟีลดีทั้งคู่ มีทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ติดแอร์เย็นฉ่ำ ไม่ต้องกังวลแม้จะมาในช่วงที่แดดเปรี้ยง 

3. Morning Star Glamping เฟส 2  (บ้านแม่ลาย จ.เชียงใหม่) 

morning star phase 2


ต่อด้วย พูลวิลล่า ริมลำธาร เฟส 2 บ้านกระจกใสทรงเอที่ให้ฟีลเมืองนอกสุด ๆ มีห้องนอนและน้องนั่งเล่นแยกกันภายในบ้านมีห้องน้ำ 2 ห้อง สามารถเข้าพักได้ 2-4 คน มีทั้งอ่างในห้องและสระน้ำอุ่น outdoor แช่น้ำอุ่น ดูดาว รับลมหนาวริมลำธาร ถ้าจะบรรยากาศดีขนาดนี้ ต้องไปให้ได้สักครั้งแล้วล่ะ 

4. หลงเขาแคมป์ ภูทับเบิก (ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์) 

Business

ปัญหาระบบไฟฟ้าอะไรบ้างที่พบได้บ่อยในโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมบอกแนวทางแก้ไข

post-image

อีกปัญหาหนึ่งที่โรงงานอุตสาหกรรมมักจะพบกันบ่อยคือ ระบบไฟฟ้า ทั้งในเรื่องของ ไฟตก ไฟเกิน ไฟกระโชก รวมไปถึงสัญญาณรบกวน ส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงาน ที่มักมีความไวต่อความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าได้สูงมาก ซึ่งความรุนแรงนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่กระทบเพียงเล็กน้อยโดยไม่ส่งผลใด ๆ จนถึงสร้างความเสียหายต่อกระบวนการผลิต ส่งผลต่อระบบธุรกิจ และ การชำรุดเสียหายของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในโรงงาน หรืออาจรุนแรงจนก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน 

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว จึงต้องมีการติดตั้ง Surge Protection หรือ ระบบกันไฟกระชาก โดยสามารถเรียกได้หลายชื่อ Surge Protection Device (SPD),Surge Suppression Equipment (SSE) หรือ Transient Votage Surge Suppressor (TVSS)

ไฟตก (Voltage dip) 

ไฟตก คือ การที่แรงดันไฟฟ้าลดต่ำลงจากปกติ ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งสังเกตได้จากไฟฟ้ามีอาการติด ๆ ดับ ๆ โดยสาเหตุไฟตกเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น 

  • มีการใช้ไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์หมุนรอบสูง 
  • สภาพอากาศ เช่น ฝนตกหนัก มีพายุ 
  • กระแสไฟฟ้าไหลลงดิน 
  • ตัวนำไฟฟ้าภายในโรงงานมีปัญหา เข่น ชำรุด หรือ ไฟช็อต 

ทำให้แรงดันไฟฟ้าในสายส่งของการไฟฟ้าลดต่ำลง ส่งผลให้การทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หยุดชะงักในการทำงาน และอาจเกิดความเสียหายได้ และหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ จะทำทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้าลดลงและเสื่อมเร็วขึ้น โดยเฉพาะ มอเตอร์ของอุปกรณ์ไฟฟ้า 

วิธีการแก้ปัญหาระบบไฟฟ้าตก: ติดตั้งอุปกรณ์กันไฟตก Voltage Protection หรือ ติดตั้งเครื่องรักษาระดับแรงดัน Automatic Voltage Stabilizer เพื่อช่วยในการคอยปรับแรงดันไฟฟ้าให้มีความสม่ำเสมอ ป้องกันความเสียหายเครื่องไฟฟ้าภายในโรงงาน โดยข้อดีของการใช้เครื่องสเตบิไบเซอร์ คือหมดปัญหาเรื่องไฟตก และยังมีประสิทธิภาพสูง สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องมีคนคอยเฝ้าเปิด –  ปิด เครื่อง 

ไฟดับ (power outage) 

ไฟดับ คือ การที่กระแสไฟฟ้าหยุดไหล ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพียงเฉพาะจุดหรืออาจเกิดเป็นวงกว้าง โดยสาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากไฟฟ้าลัดวงจรในสายส่งกระแสไฟการไฟฟ้าฯ หรือเกิดปัญหากับสายส่งการไฟฟ้าฯ…

Read More
Health Politics

เมื่อรัฐบาลอาจต่อโควตานำเข้าขยะเศษพลาสติก ส่งผลต่อชีวิตคนไทยอย่างไร?

post-image

การนำเข้าขยะรีไซเคิลของรัฐบาล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตคนไทยอย่างไร และจะมีกลุ่มคนมากน้อยแค่ไหนที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง? 

(more…)
Read More
Blog Lifestyle Travel

ตกเครื่อง ทำไงดี เรามีวิธีมาบอก

post-image

สายชีพจรลงเท้าคนไหนเคยมีประสบการณ์ “ตกเครื่อง” บ้าง? แล้วทำอย่างไรในการแก้ไขสถานการณ์กันบ้างคะ 

(more…)
Read More
Business Lifestyle

เมื่อ เมกะทรอน ในโลกภาพยนต์ สู่ เมกะเทรนด์ ในโลกความเป็นจริง

post-image

หุ่นยนต์ขายกาแฟ หรือ ตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ ที่สร้างปรากฏการณ์ในกลุ่มคนเมือง จนต้องเข้าแถวยาวเหยียด เพื่อรอใช้บริการนวัตกรรมใหม่ ที่ทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นแคชเชียร์อัตโนมัติ ตู้เก็บค่าที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า ที่เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว สามารถทำงานได้ดีไม่ต่างไปจากการทำงานของพนักงานที่เป็นมนุษย์ หรือแม้แต่การกำจัดขยะที่เป็นตัวช่วยทุ่นแรงงานคนไปได้อย่างมากและสามารถทำได้เองที่บ้าน

ระบบอัตโนมัติ ที่มีการทำงานของระบบจาก AI กำลังจะมีอิทธิพลในหลายๆด้านของโลกเข้าไปทุกที แต่ถึงแม้ว่าการนำ AI มาใช้งาน จะไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วในปัจจุบัน แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นและจะมีผลอย่างไรต่อโลกของเราในอนาคต หากผู้บริโภคยอมรับและมีการตอบสนองในการใช้งานระบบหุ่นยนต์มากกว่าระบบแมนนวลอย่างแรงงานคน? 

เมื่อกระแสอัตโนมัติหรือระบบกลไกต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาประสิทธิภาพควบคู่ไปกับเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของคนยุคดิจิทัล มีแนวโน้มที่กำลังจะครองอิทธิพลในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สังคมอย่างการสื่อสารทางโลกออนไลน์ หรือทางการแพทย์ และด้านสุขภาพ เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงระหว่างคนสู่คนในช่วงสถานการณ์โรคระบาด จึงปฏิเสธได้ยากว่า ระบบอัตโนมัติ จะมีส่วนที่เชื่อมโยงกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้    

สัญญาณที่กำลังจะบ่งบอกว่า Mega Trends จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งน่าจับตามองโดยเฉพาะในด้านธุรกิจ ตั้งแต่ช่วงปี 2022 – 2025 โดยเทรนด์หลักที่จะส่งผลต่อทิศทางธุรกิจ ที่อาจมีโอกาสได้เห็นภายในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งไม่น่าเกิน ปี 2025 ที่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจทั้งหลายควรเตรียมตัวที่จะเรียนรู้ เพื่อความพร้อมในการรับมือ สำหรับพลิกโอกาสให้เป็นผู้นำเทรนด์ทางการตลาด ไม่ถูกสลัดตกหลังม้า หรือปล่อยให้คู่แข่งแซงหน้าเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน เทคโนโลยีเมกะเทรนด์สุดล้ำที่น่าจับตามอง และไม่ควรพลาดการติดตามข่าวสาร ได้แก่

1.Automation

ระบบอัตโนมัติ หรือ Automation คือ ระบบควบคุมที่สามารถทำงานได้เอง โดยผ่านการวางโปรแกรมไว้ เพื่อช่วยในการสั่งงาน รับงาน กำหนดงานต่างๆ ให้เป็นไปตามระบบอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกล่าวง่ายๆก็คือ การนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาทำงานแทนคนนั่นเอง 

Oxford, McKinsey รวมไปถึงบริษัทอื่นๆ ได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2025 อาจเป็นยุคของเทรนด์ AI (Artificial Intelligence) ที่ผสมผสานกับการทำงานของมนุษย์ เรียกว่า “hybrid AI” และมีแนวโน้มว่าในบางสายงานอาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ทั้งหมด อาจทำให้สายงานบางอาชีพ และงานกว่าหลายล้านตำแหน่งหายไปภายในปี 2030 แต่ก็อาจมีอาชีพใหม่ๆสำหรับมนุษย์เกิดขึ้นเช่นกัน