Blog Health Lifestyle

คนฉลาดเขาฝึกตนกันอย่างไร กับ 9 ข้อ ที่จะทำให้รู้ว่าใครเป็นคนฉลาดแท้ หรือ ฉลาดแค่เปลือกหุ้ม

เพราะสังคมปัจจุบัน มีความหลากหลาย Generation และยังเป็นยุคเทคโนโลยีผสมผสาน ทำให้มีความหลากหลายของความสามารถ ทั้งทางสมอง อารมณ์ และ การปฏิบัติ เมื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ คนข้างบ้าน สังคมในสถานศึกษา หรือสังคมคนทำงาน เรามักจะพบเห็นคนเก่ง คนฉลาดเสมอ แต่เคยไหมที่เรารู้สึกว่าบางคนเก๊ง เก่ง ฉลาดในวิชาชีพ ฉลาดแค่เปลือกหุ้ม แต่กลับไม่ได้ฉลาดในเนื้อแท้ 

Brilliant idea came to mind of young business woman in stylish jacket and glasses sitting in workplace

เรามีวิธีสังเกตคนฉลาดแท้ หรือ แค่ฉลาดในวิชาชีพ หรือ แค่อวดฉลาด โดยดูได้จากอาการ 9 ข้อต่อไปนี้ เพราะเป็นวิธีคิดแบบคนฉลาดแท้จริงเขาฝึกฝนและใช้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน 

9 ข้อ คนฉลาด มีอะไรบ้าง 

1. อยู่กับปัจจุบัน  

เพราะ “อดีต” คือ สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่สามารถนำย้อนกลับมาแก้ไขอะไรได้อีก แม้ว่าต้องการแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น การจมอยู่แต่ในความคิดกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว นอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกหดหู่ ใจเป็นทุกข์ และเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้นำเวลาการจมอยู่ในอดีตนั้น มาหาทางแก้ไข หรือคิดหาวิธีปรับปรุงในสิ่งที่เคยผิดพลาดไปแล้วดีกว่า ส่วนในเรื่องของ “อนาคต” คือ สิ่งที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากแผนการที่เราตั้งใจไว้หรือไม่อย่างไร จึงควรโฟกัสอยู่กับ “ปัจจุบัน” ว่าขณะนี้ตนกำลังทำอะไรอยู่ เพื่อมุ่งความสนใจและความตั้งใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่ หรือสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเพียงสิ่งเดียว การจดจ่ออยู่สิ่งเดียวจะช่วยให้เรามีสติต่อการงานข้างหน้า ทำให้ผลของงานออกมาได้อย่างไม่ผิดพลาด หรือผิดพลาดได้น้อยลง และพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ว่า เราควรอยู่กับปัจจุบัน ทำทีละอย่าง รู้ทีละเรื่อง ทำให้ความทุกข์เข้าถึงเราได้น้อยลง เมื่อทุกข์น้อย ก็สุขมากขึ้น เท่านั้นเอง 

2. เข้าใจธรรมชาติ 

เข้าใจความจริง ทุกข์ หรือ สุข เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เพราะเข้าใจว่าไม่มีอะไรแน่นอน เป็นสัจธรรมของทุกสิ่ง ที่เมื่อ “เกิดขึ้น” แล้ว “ตั้งอยู่” และ “ดับไป” ไม่มีสิ่งใดจีรัง หรือ ยั่งยืนตลอดไป เมื่อทุกข์ก็ให้รู้ว่าทุกข์ อย่าเอาความรู้สึกทั้งหมดของชีวิตจมอยู่แต่กับความทุข์ ให้โอกาสความสุขเข้ามาในชีวิตบ้าง เพราะเมื่อไรที่เราแบกก้อนหินไว้ตลอดเวลา เราก็จะเมื่อย เหนื่อย ล้า ตลอดเวลาเช่นกัน แต่ถ้านำหินวางลงบ้าง เราก็จะสัมผัสได้ถึงความสุขจากการไม่หนัก ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย และไม่ล้า หินก้อนนั้นหากโยนได้ให้โยนไปเสีย เราก็จะสุขได้ยาว ๆ แต่ถ้าจำเป็นต้องแบกหินก้อนนั้นต่อด้วยเหตุผลบางประการ ก็หาโอกาสวางมันลงเสียบ้าง เพื่อเป็นการพักยก เสมือนให้น้ำนักมวยได้มีแรงชกต่อในยกต่อไป ฝึกฝนและทำความเข้าใจไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเราก็จะพบว่า ความทุกข์มีอยู่รอบตัว ความสุขก็เช่นกัน แค่อยู่ที่เราเลือกจะมอง และทำความเข้าใจมันให้ได้เท่านั้นเอง 

3. มองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ 

คนฉลาดจะไม่พยายามทำตัวให้เป็นคนสำคัญ แต่จะทำตัวเองเป็นคนที่แสนจะธรรมดา ไมให้ความสำคัญกับตนเองมากไป ไม่คิดว่าตนเองเก่งหรือเหนือกว่าคนอื่น หรือ แม้มากความสามารถแต่ก็ไม่ข่มคนอื่น หรือด้อยค่าคนอื่นให้รู้สึกต่ำกว่าตน ไม่ดูถูกหรือปรามาสผู้อื่น แต่จะให้เกียรติ และให้ค่ากับทุกชีวิต เพราะคิดว่าตนเป็นเพียงแค่อีกชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งในโลกนี้เท่านั้น สำหรับใครที่ต้องการฝึกตนให้ฉลาดทางอารมณ์ พึงระลึกข้อนี้และฝีกฝนให้เป็นนิสัย เพราะจะช่วยให้มี EQ ข้ออื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย 

4. เข้าใจในเรื่องของถูกการนินทา 

มีใครในโลกนี้ที่ไม่ถูกนินทาบ้าง เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังไม่พ้นการถูกนินทา พระอริยะผู้มีศีลมีธรรม กษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ยังไม่หลุดพ้นครหานินทา จึงเป็นไปได้ยากที่เราจะไม่ถูกพูดถึง ไม่ว่าจะในทางดีหรือไม่ดี ตราบใดที่เรายังคงต้องอยู่ในสังคม คนฉลาดจะทำความเข้าใจกับมัน และทำหูทวนลม นิ่งเฉย ไม่ให้ค่าความสำคัญกับคำนินทาเหล่านั้น เพราะชีวิตมีอะไรที่สำคัญมากกว่านั้นให้ใส่ใจและจดจำ สำหรับใครที่ต้องการฝึกตน ให้เริ่มจากการคิดเสียว่า “ปากเป็นของเขา เราไปกำหนดอะไรไม่ได้ แต่หูและความคิดเป็นของเรา ถ้าอยากมีความสุขในชีวิต ก็ต้องจัดการ หู และ ความคิด ของตัวเราให้ได้เสียก่อน” เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ คุณจะพบว่าตัวเองเก่งขึ้น และฉลาดในการอยู่ได้อย่างไม่ทุกข์ท่ามกลางคำนินทา 

5. เป็นคนนิ่ง 

การเป็นคนนิ่งในที่นี้ ไม่ใช่คนนิ่ง วางเฉย หรือคนเก็บตัวพูดน้อยแบบ introvert  แต่เป็นคนนิ่งในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่พูดมากแม้ว่าสิ่งนั้นตนจะเป็นผู้รู้ข้อมูลหรือเชี่ยวชาญก็ตาม และไม่พูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด หากพูดแล้วไม่เกิดประโยชน์ และยิ่งเป็นเรื่องไม่ดีก็ไม่ควรพูดเลย เพราะการที่เก็บสิ่งเหล่านั้นมาคิดหรือนำมาพูด พูดในทางเสียหาย มีแต่ทำให้จิตใจตนเองแย่ลง และทุกข์กับการจมอยู่กับสิ่งนั้น 

 6. เป็นคนสบาย ๆ 

เป็นคนสบาย ๆ แบบคนฉลาด คือ ไม่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมากเกินไป เพราะเป็นการกำหนดและตีกรอบให้ตนเองมีแต่ความอึดอัดและเป็นทุกข์ บางคนพยายามสร้างความสมบูรณ์แบบให้ตนเอง เพื่อให้เป็นเปลือกที่สวยงามให้คนอื่นได้ชื่นชมยกย่อง จนบางครั้งอาจกลายเป็นการสร้างความลำบากให้ตนเอง หรือเบียดเบียนคนอื่นไปด้วย อย่างที่เรามักจะเห็นหลายคนยอมเป็นหนี้เพื่อการสร้างภาพให้กับตนเอง เช่น จมูกไม่สวย ไปเสริมจมูก พอจมูกสวยแล้ว อ้าว ตาไม่สวย ไม่เข้ากับจมูกที่ทำมา ไปทำตาต่อ ทำเสร็จ อันนี้ อันนั้นไม่สวยรับกับจมูกและตาที่ทำมา ต้องไปทำเพิ่ม ฯลฯ และพอสวยสมบูรณ์แบบดั่งใจ ผ่านไประยะหนึ่งก็ต้องไปเติม เพราะที่ทำมาเริ่มเสื่อมไปตามเวลา ทำวนลูปไปเรื่อย ไม่จบสิ้น คนมีเงินก็เบียดเบียนตนเอง แต่คนไม่มีเงินก็ต้องไปหาหยิบยืม ลำบากตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น แต่คนฉลาดจะเข้าใจได้ดีว่า ความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีจริง จึงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ต้องขวนขวายหาความสมบูรณ์แบบเลิศเลอที่ไม่มีอยู่จริง เพราะในที่สุด ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมมีเสื่อมไปตามกาลเวลาเสมอ ฝึกเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ พอใจกับสิ่งที่มี สุขใจได้แม้กับสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เป็นลักษณะของคนฉลาดทางอารมณ์ 

7. ไม่เป็นทาสของเงิน 

ข้อนี้จะเชื่อมโยงกับข้อที่แล้ว การเป็นคนสบาย ๆ พึงพอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่ดิ้นรนหาความสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องหาซื้อของแพง ๆ แบรนด์ดัง ๆ มาประโคมตัว เพื่อให้เกิดเป็นภาพที่เพอร์เฟ็กต์ ให้คนอื่นมองว่าดูดี มีเงิน มีฐานะ มีคลาส ฯลฯ แม้ว่า “เงิน” คือ แรงขับเคลื่อนในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน เพราะแทบทุกอย่างจะเกิดขึ้นและจัดการได้ง่ายกว่าหากมีเงิน จังเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกคนต้องดิ้นรน และทำงานหนักจนล้มป่วยเพื่อให้ได้เงินมาเป็นตัวแปรในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่คนฉลาดจะรู้จักพอใจและนำสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้วมาใช้อย่างชาญฉลาด โดยไม่จำเป็นต้องเสริมแต่งภาพจนดิ้นรนทำให้ตนเองเหนื่อยจนเกินไป คนฉลาดรู้จัก “เพียงพอ” อย่าง “พอเพียง” จึงทำให้ไม่เป็นทาสของเงิน 

8. ไม่เป็นคนสะสม 

การไม่เป็นคนสะสม เชื่อมโยงกับข้อ 6-7 การเป็นคนสบาย ๆ ไม่สะสมอะไรให้เป็นภาระ ไม่ดิ้นรนขวนขวายให้ได้มาเพื่อคอลเลคชัน ไม่ต้องเสียเวลาในการหา ไม่ต้องเสียเงินซื้อของสะสม ทำให้ไม่ต้องเป็นทาสของเงิน บางคนยอมเสียเงินเพื่อซื้อของสะสม เห็นคนมีชื่อเสียงสะสมของ (ที่มักจะมีราคาแพงมากเว่อร์ ๆ ) ก็สะสมตามเขา โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานะทางการเงินและประสิทธิภาพของตน จนกลายเป็นทาสของเงินในที่สุด คนฉลาดรู้ดีว่าไม่มีอะไรที่สะสมแล้วไม่เป็นภาระ นอกจากการ “สะสมความดี” ที่ยิ่งสะสมมากเท่าไร ก็ยิ่งดีกับตนเอง และยังเป็นมงคลชีวิตอีกด้วย   

9. เป็นคนเสียสละ ยอมเสียเปรียบบ้าง

หลายคนมักจะมองว่า “การเสียสละ” เป็นการกระทำของคนโง่เขลา จึงมักเอาเปรียบจากความใจดี ความยอมเสียสละของคนโง่ (ในความคิดของคนที่ชอบเอาเปรียบหรือแสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่น) เหล่านั้น มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่มักจะคิดว่าการตักตวงผลประโยชน์จากคนอื่นให้ได้มากที่สุดคือ ตนฉลาด โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าแท้จริงแล้วนั่นคือ ความเห็นแก่ตัว จึงทำให้มีคนเห็นแก่ตัวในทุกสังคม และบางคนก็เป็นคนเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว เพราะคิดว่าสิ่งที่ตนทำเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป ในขณะที่คนฉลาดจะยอมเสียเปรียบให้ผู้อื่นบ้าง แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่ากำลังโดนเอาเปรียบ หรือโดนหลอกใช้อยู่ก็ตาม เพราะหากไม่ยอมเสียสละให้เสียบ้าง ก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว และไม่มีความสุขจากความคิดจะเอาชนะ ความทุกข์จากการปะทะกับคนที่จ้องจะเอาเปรียบและคนรอบตัว และคนฉลาดมักจะคิดและมองว่า การเสียสละ คือ “การให้” และ “การปลดปล่อย” 

ให้ : ให้ตนได้สร้างบารมี ให้ตนไม่ทุกข์จากการปะทะอารมณ์ ให้ตนหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรง ให้ตนได้ฝึกฝนจิตใจสูงขึ้น 

ปลดปล่อย : ปลดปล่อยความเห็นแก่ตัว ปลดปล่อยความคับแคบของจิตใจ ปลดปล่อยภาระจากการสะสม 

ดังนั้น คนที่ยอมเสียสละ คนที่ยอมเสียเปรียบ อาจเป็นคนโง่ในสายตาของคนทั่วไป แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงนั้นย่อมรู้ดีว่า “การเสียสละ” และ “การให้อภัย” เป็นอัตลักษณ์ของคนฉลาด เพราะเป็นการสะสมบารมีขั้นสูง ซึ่งคนฉลาดเท่านั้นที่ฝึกและปฏิบัติกัน 

ใครอยากเป็นคนฉลาดแท้โดยเนื้อใน ลองฝึก 9 ข้อ คนฉลาด กันดูค่ะ แล้วจะพบว่า คุณเก่งขึ้นในด้านการจัดการความรู้สึกของตนเอง แม้ว่าจะเกิดอารมณ์ไม่ดีในด้านใด แต่คุณจะมูฟออนได้อย่างรวดเร็ว เพราะตราบใดที่เรายังคงเป็นมนุษย์ทั่วไป ย่อมต้องเกิดความเขลาด้านลบได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ความโกรธ ความเกลียด ความหดหู่จากการจมปลักในอดีต ความกังวลต่ออนาคต ความรู้สึกต่อการถูกนินทา หรือแม้แต่ความต้องการเป็นคนสำคัญอยู่เสมอ ความรู้สึกเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนประเภทใด เพียงแต่ … คนฉลาดโดยแท้ จะสามารถจัดการความรู้สึก อารมณ์ จากสิ่งที่กระทบเหล่านั้นได้เร็วกว่าคนทั่วไป และรู้วิธีเปลี่ยนเส้นทางให้ตนเองได้เดินบนหนทางแห่งความทุกข์น้อยลง 

You may also like

Business

รวมกองทุนปันผลที่น่าสนใจ กองทุนตัวไหนน่าจะเหมาะกับเรา

post-image

ใครที่เริ่มสนใจหรือมองหาการลงทุนเพื่ออนาคต แต่ไม่รู้ว่าจะลงทุนกับกองทุนไหนดี เพราะไม่เคยทำมาก่อน เราจะมาพาทำความรู้จักกับกองทุนปันผลในตลาดหุ้นหรือธีมที่นับว่าแข็งแกร่ง น่าสนใจที่จะลงทุน โดยจะเลือกลงทุนรายตัวหรือจัดเป็นพอร์ตให้กระจายตัวดี 

หุ้นปันผลกับกองทุนปันผลต่างกันอย่างไร 

หุ้นปันผลกับกองทุนปันผลต่างกันอย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าระหว่าง หุ้นปันผลคืออะไร และกองทุนปันผลคืออะไร จะได้รู้ว่าเหมือนหรือต่างกัน  หุ้นปันผล เป็นหุ้นประเภทหนึ่งที่นักลงทุนต้องการจะมีเก็บไว้อยู่ในพอร์ตลงทุน เพื่อให้ได้เงินปันผลส่วนนี้เป็นรายได้เสริม หรืออาจกลายเป็นรายได้หลักหลังจากที่เกษียณไปแล้ว แต่บางคนอาจต้องการมีหุ้นปันผลเพื่อลดความเสี่ยง ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน หรือจะทำพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ กองทุนปันผล คือ กองทุนที่นำกำไรที่ได้จากการลงทุนมาแจกจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนนั่นเอง โดยปัจจุบันบริษัทจะนิยมจ่ายเงินปันผล 2 แบบ ด้วยกัน คือ 

1. จ่ายเป็นเงินสด หรือ Cash Dividend คือรูปแบบที่บริษัทส่วนใหญ่นิยมกันมาก โดยมีเงินปันผลที่ได้มาจากกำไรสะสมของบริษัท โดยจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานปกติ ข้อดี คือ นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล โดยที่การลงทุนจะยังดำเนินต่อไป ส่วนข้อเสีย คือ เงินปันผลที่ได้อาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก เนื่องจากมีการหักภาษีเงินปันผล 10% 

2. จ่ายเป็นหุ้น หรือ Equity Stock Dividend คือ การเพิ่มทุนเป็นหุ้นสามัญ แล้วจึงจะนำมาจ่ายปันผล โดยกำหนดจ่ายตามอัตราส่วนที่กำหนด เช่น จ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นปันผลในอัตราส่วน 10 : 1 คือ ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นปันผล 1 หุ้น ในทุก ๆ หุ้นเดิมที่ถืออยู่จำนวน 10 หุ้น หากถือหุ้นสามัญ 1,000 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 100 หุ้น และถ้าถือหุ้นสามัญ 10,000 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 1,000 หุ้น เป็นต้น 

โดยปกติหุ้นปันผลจะมีอัตราเงินปันผลหรือ Dividend Yield โดยคำนวณมาจากเงินปันผลต่อหุ้น / ราคา แต่ในส่วนกองทุนปันผลจะบอกเพียงกองทุนปันผลคิดเป็นกี่บาท / หน่วย ในแต่ละครั้ง ทำให้นักลงทุนไม่สามารถรู้ได้ว่า Dividend เป็นเท่าไร 

แล้วจะรู้ Dividend Yield ได้อย่างไร ? 

วิธีการคาดการ Dividend Yield คือ นำส่วนปันผลรวมย้อนหลัง (…

Read More
Business Lifestyle

อัพเดท 7 เทรนด์สีปี 2023 สีไหนมาแรง แต่งบ้านรับปีเถาะกันเถอะ 

post-image

สำหรับคนรักบ้าน รักการตกแต่งบ้าน วันนี้เรามาจะอัพเดทเทรนด์สีปี 2023 ซึ่งสีเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมจากเทรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลก และทางนิตยสาร Creative Thailand ได้รวบรวมจัดทำขึ้นทุกปี เพื่อส่งเสริมและผลักดันเศรษฐกิจไทย ภายใต้ CEA หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) 

เราจึงได้นำมาอัพเดทเพื่อเป็นแนวไอเดียให้ใครที่กำลังต้องการจะจัดแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่ ซึ่งตรงกับ ปีเถาะ หรือ ปีกระต่าย และเทรนด์สีเหล่านี้ ยังเหมาะต่อการไปใช้กับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของใช้ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมไปถึงใช้เพื่อสื่อโฆษณาสินค้า การบริการ และงาน Events ต่าง ๆ อีกด้วย มีสีอะไรให้เพื่อน ๆ ได้นำไปใช้เสริมสร้างความปังและทันสมัยกันบ้าง ตามมาเลยค่ะ 

Elfin Yellow : สีเหลืองอ่อน – ครีม 

สีเหลืองอ่อนไปจนถึงเกือบออกสีครีม โทนสีที่บ่งบอกถึงความเป็น Minimalism ที่ยังคงได้รับความนิยมในการตกแต่งบ้านเสมอมา เพราะให้ความรู้สึกเรียบง่าย อบอุ่น อ่อนโยน สบายตา นอกจากนี้ โทนสีเหลืองอ่อนยังเป็นสีแห่งการรีเซ็ต การเริ่มหรือสร้างสิ่งใหม่ ๆ และยังเป็นสื่อถึงการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง 

การตกแต่งบ้านด้วยสีหลักอย่างโทนสีเหลืองอ่อนจะให้สไตล์บ้านมินิมอล แต่ถ้าต้องการเติมความสดใส และความมีชีวิตชีวาให้กับบ้าน อาจใช้เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์สีเหลือง ควบคู่ไปกับสีหลักของบ้านด้วยโทนสีเรียบ ๆ แทน ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในช่วงซัมเมอร์สดใส 

Lime Green : สีเขียวมะนาว 

โดยปกติ สีเขียว มักจะทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม และมักจะเป็นที่นิยมในการนำมาใช้ตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ บ้าน และ สำนักงาน เพราะจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบ แต่สำหรับเทรนด์สีปี 2566 ที่ต้องการเพิ่มความล้ำสมัยมากขึ้น ทำให้เฉดสีเขียวมะนาวเป็นสีที่จะมาแรงแซงทางโค้งอีกสีหนึ่งเลยทีเดียว เพราะสีเขียวมะนาวจะสื่อถึงความสดใสและมีชีวิตชีวาของคนยุค Gen Z ได้เป็นอย่างดี จึงถูกนำมาใช้บนโลกดิจิทัลมากขึ้น 

แม้ว่าสีเขียวมะนาวจะดูสดและจัดจ้านจนอาจไม่ไหวสำหรับการทาสีผนังบ้าน แต่สามารถนำมาใช้กับของตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเพิ่มความสดใสและความโดดเด่นให้กับบ้านมากขึ้น หรือจะลดเฉดลงอีกหน่อยด้วยสีเขียวแอปเปิลก็นับว่าเก๋กู๊ดเลยทีเดียว 

Blog Business Lifestyle Politics

วิธีเช็คเบอร์โทรศัพท์ มิจฉาชีพโทรหาเรา หรือใครโทรมากันแน่ 

post-image

ฮัลโหลวว! นั่นใครโทรมา มิจฉาชีพหรือเปล่าคะ? แต่คงไม่มีมิจฉาชีพคนไหนยอมรับแน่นอน แล้วเราจะมีวิธีไหนเช็คเบอร์ใครโทรมา หรือส่ง SMS พร้อมแนบลิงก์ที่ถ้าเผลอไปกด โดนดูดเงินสูญหมดบัญชี เราจึงต้องมีวิธีป้องกันโดนมิจฉาชีพหลอก ยิ่งช่วงนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาด แถมตำรวจก็ยังทำอะไรไม่ได้ เป็นปัญหาสังคมและมีผู้เสียหายไปแล้วนับไม่ถ้วน เมื่อเราพึ่งใครไม่ได้ เราก็ต้องพึ่งตนเองก่อนในเบื้องต้น ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ 

Google 

เมื่อมีเบอร์แปลก ๆ โทรมาหา ไม่ว่าจะก่อนรับสายหรือหลังสายไปแล้ว แต่อยากรู้ว่าใช่เป็นเบอร์มิจฉาชีพหลอกโทรหาเราหรือไม่ ให้นำเบอร์นั้นไปค้นหากับเว็บไซต์กูเกิล หากเป็นหมายเลของมิจฉาชีพที่มีประวัติหลอกลวง เราจะพบข้อมูลที่ผู้เสียหายได้โพสเตือนภัยผ่านบนเว็บไซต์ 

Facebook 

เฟซบุคเป็นอีกช่องทางที่สามารถค้นหาเบอร์โทรศัพท์ได้เช่นกัน โดยการนำเบอร์แปลก ๆ ที่ได้โทรหาเราไปใส่ช่องค้นหา (search) หากเป็นเบอร์ที่เคยมีประวัติหลอกลวง เราจะสามารถพบตามกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มขายของ กลุ่มเตือนภัย ฯลฯ มีผู้เสียหายได้โพสข้อความเตือนภัย พร้อมระบุหมายเลขโทรศัพท์  

Line 

อีกช่องทางโซเชียลมีเดียที่ใช้สืบหาเบอร์มิจฉาชีพได้เช่นกัน โดยการนำเบอร์แปลกที่โทรหาเราไปใส่ในช่องเพิ่มเพื่อน (Add Friend) ผ่านหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะสามารถค้นหาเจอได้เฉพาะที่หมายเลขลงทะเบียนไลน์เท่านั้น หากแอดด้วยเบอร์โทรฯ แล้ว ไม่พบเจอเป็นผู้ใช้แอปไลน์ปกติทั่วไป ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าเป็นมิจฉาชีพ หรืออาจไม่ใช่ก็ได้ 

Whoscall 

Whoscall คือ แอปพลิเคชัน ที่รวบรวมฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ไว้เป็นพันล้านเบอร์ โดยมีผู้โหลดใช้แอป whoscall แล้วมากกว่า 70 ล้านครั้ง โดยแอปฯ นี้ จะมีการระบุหมายเลขโทรศัทพ์ของหน่วยงานต่าง ๆ เบอร์ขายสินเชื่อ เบอร์ขายประกัน รวมไปถึงเบอร์มิจฉาชีพ เมื่อไรที่เบอร์เหล่านี้โทรมา แอปฯ จะดึงข้อมูลมาแจ้งเตือนบนหน้าจอมือถือของเราทันที ทำให้เราสามารถเลือกที่จะรับสายหรือไม่ก็ได้  หรือทำการบล็อกเบอร์นั้นไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น whoscall มีฟังก์ชันให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มข้อมูลเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ว่าเป็นใคร เช่น เบอร์ขนส่ง เบอร์มิจฉาชีพ เป็นต้น ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแอปฯ Whoscall…

Read More
Lifestyle Travel

ชี้พิกัด 7 บ้านกระจกสวย ที่น่าไปเช็คอินสักครั้งในชีวิต

post-image

วันหยุดยาวทั้งทีหาที่เที่ยวฮีลใจกันดีกว่า มัดรวมพิกัด ที่เที่ยว บ้านกระจกใส วิวสวย นอนมองฟิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรมากั้นระหว่างเรา ให้ฟีลเหมือนเที่ยวต่างประเทศ มีที่ไหนบ้างไปดูกัน แล้วจัดกระเป๋ากันเล๊ยยย! 

Kissing Stars Glamping  (บ้านแม่ลาย จ.เชียงใหม่) 

kissing stars glamping บ้านแม่ลาย เชียงใหม่


เริ่มจากภาคเหนือของไทยกันก่อนเลย บ้านทรงกล่องสี่เหลี่ยมบนเนินเขา ติดกระจกใสมองเห็นวิวด้านนอก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังโดนธรรมชาติโอบอุ้ม ด้านในกว้างขวาง นอนแช่อ่างดูดาวดาวเพลิน ๆ ยิ่งถ้าไปช่วงหน้าหนาว บรรยากาศดีได้ฟีลเหมือนอยู่เมืองนอกยังไงยังงั้นเลย หรือไปช่วงหน้าฝน ก็ให้ความโรแมนติกไปอีกแบบ 

2. Morning Star Glamping เฟส 1 (บ้านแม่ลาย จ.เชียงใหม่) 

morning star phase 1


บ้านกระจกใสกลางป่า ที่มาแล้วจะรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ฟินแลนด์ สไตล์การตกแต่งแบบอบอุ่น เน้นความเรียบง่าย เสมือนเป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่จริง มีลำธารหน้าบ้าน หรือจะเลือกนอนแช่น้ำอุ่นในอ่างชมวิวเพลิน ๆ ก็ฟีลดีทั้งคู่ มีทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ติดแอร์เย็นฉ่ำ ไม่ต้องกังวลแม้จะมาในช่วงที่แดดเปรี้ยง 

3. Morning Star Glamping เฟส 2  (บ้านแม่ลาย จ.เชียงใหม่) 

morning star phase 2


ต่อด้วย พูลวิลล่า ริมลำธาร เฟส 2 บ้านกระจกใสทรงเอที่ให้ฟีลเมืองนอกสุด ๆ มีห้องนอนและน้องนั่งเล่นแยกกันภายในบ้านมีห้องน้ำ 2 ห้อง สามารถเข้าพักได้ 2-4 คน มีทั้งอ่างในห้องและสระน้ำอุ่น outdoor แช่น้ำอุ่น ดูดาว รับลมหนาวริมลำธาร ถ้าจะบรรยากาศดีขนาดนี้ ต้องไปให้ได้สักครั้งแล้วล่ะ 

4. หลงเขาแคมป์ ภูทับเบิก (ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์) 

Business

ปัญหาระบบไฟฟ้าอะไรบ้างที่พบได้บ่อยในโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมบอกแนวทางแก้ไข

post-image

อีกปัญหาหนึ่งที่โรงงานอุตสาหกรรมมักจะพบกันบ่อยคือ ระบบไฟฟ้า ทั้งในเรื่องของ ไฟตก ไฟเกิน ไฟกระโชก รวมไปถึงสัญญาณรบกวน ส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงาน ที่มักมีความไวต่อความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าได้สูงมาก ซึ่งความรุนแรงนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่กระทบเพียงเล็กน้อยโดยไม่ส่งผลใด ๆ จนถึงสร้างความเสียหายต่อกระบวนการผลิต ส่งผลต่อระบบธุรกิจ และ การชำรุดเสียหายของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในโรงงาน หรืออาจรุนแรงจนก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน 

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว จึงต้องมีการติดตั้ง Surge Protection หรือ ระบบกันไฟกระชาก โดยสามารถเรียกได้หลายชื่อ Surge Protection Device (SPD),Surge Suppression Equipment (SSE) หรือ Transient Votage Surge Suppressor (TVSS)

ไฟตก (Voltage dip) 

ไฟตก คือ การที่แรงดันไฟฟ้าลดต่ำลงจากปกติ ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งสังเกตได้จากไฟฟ้ามีอาการติด ๆ ดับ ๆ โดยสาเหตุไฟตกเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น 

  • มีการใช้ไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์หมุนรอบสูง 
  • สภาพอากาศ เช่น ฝนตกหนัก มีพายุ 
  • กระแสไฟฟ้าไหลลงดิน 
  • ตัวนำไฟฟ้าภายในโรงงานมีปัญหา เข่น ชำรุด หรือ ไฟช็อต 

ทำให้แรงดันไฟฟ้าในสายส่งของการไฟฟ้าลดต่ำลง ส่งผลให้การทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หยุดชะงักในการทำงาน และอาจเกิดความเสียหายได้ และหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ จะทำทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้าลดลงและเสื่อมเร็วขึ้น โดยเฉพาะ มอเตอร์ของอุปกรณ์ไฟฟ้า 

วิธีการแก้ปัญหาระบบไฟฟ้าตก: ติดตั้งอุปกรณ์กันไฟตก Voltage Protection หรือ ติดตั้งเครื่องรักษาระดับแรงดัน Automatic Voltage Stabilizer เพื่อช่วยในการคอยปรับแรงดันไฟฟ้าให้มีความสม่ำเสมอ ป้องกันความเสียหายเครื่องไฟฟ้าภายในโรงงาน โดยข้อดีของการใช้เครื่องสเตบิไบเซอร์ คือหมดปัญหาเรื่องไฟตก และยังมีประสิทธิภาพสูง สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องมีคนคอยเฝ้าเปิด –  ปิด เครื่อง 

ไฟดับ (power outage) 

ไฟดับ คือ การที่กระแสไฟฟ้าหยุดไหล ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพียงเฉพาะจุดหรืออาจเกิดเป็นวงกว้าง โดยสาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากไฟฟ้าลัดวงจรในสายส่งกระแสไฟการไฟฟ้าฯ หรือเกิดปัญหากับสายส่งการไฟฟ้าฯ…

Read More
Health Politics

เมื่อรัฐบาลอาจต่อโควตานำเข้าขยะเศษพลาสติก ส่งผลต่อชีวิตคนไทยอย่างไร?

post-image

การนำเข้าขยะรีไซเคิลของรัฐบาล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตคนไทยอย่างไร และจะมีกลุ่มคนมากน้อยแค่ไหนที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง? 

(more…)
Read More
Blog Lifestyle Travel

ตกเครื่อง ทำไงดี เรามีวิธีมาบอก

post-image

สายชีพจรลงเท้าคนไหนเคยมีประสบการณ์ “ตกเครื่อง” บ้าง? แล้วทำอย่างไรในการแก้ไขสถานการณ์กันบ้างคะ 

(more…)
Read More
Business Lifestyle

เมื่อ เมกะทรอน ในโลกภาพยนต์ สู่ เมกะเทรนด์ ในโลกความเป็นจริง

post-image

หุ่นยนต์ขายกาแฟ หรือ ตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ ที่สร้างปรากฏการณ์ในกลุ่มคนเมือง จนต้องเข้าแถวยาวเหยียด เพื่อรอใช้บริการนวัตกรรมใหม่ ที่ทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นแคชเชียร์อัตโนมัติ ตู้เก็บค่าที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า ที่เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว สามารถทำงานได้ดีไม่ต่างไปจากการทำงานของพนักงานที่เป็นมนุษย์ หรือแม้แต่การกำจัดขยะที่เป็นตัวช่วยทุ่นแรงงานคนไปได้อย่างมากและสามารถทำได้เองที่บ้าน

ระบบอัตโนมัติ ที่มีการทำงานของระบบจาก AI กำลังจะมีอิทธิพลในหลายๆด้านของโลกเข้าไปทุกที แต่ถึงแม้ว่าการนำ AI มาใช้งาน จะไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วในปัจจุบัน แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นและจะมีผลอย่างไรต่อโลกของเราในอนาคต หากผู้บริโภคยอมรับและมีการตอบสนองในการใช้งานระบบหุ่นยนต์มากกว่าระบบแมนนวลอย่างแรงงานคน? 

เมื่อกระแสอัตโนมัติหรือระบบกลไกต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาประสิทธิภาพควบคู่ไปกับเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของคนยุคดิจิทัล มีแนวโน้มที่กำลังจะครองอิทธิพลในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สังคมอย่างการสื่อสารทางโลกออนไลน์ หรือทางการแพทย์ และด้านสุขภาพ เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงระหว่างคนสู่คนในช่วงสถานการณ์โรคระบาด จึงปฏิเสธได้ยากว่า ระบบอัตโนมัติ จะมีส่วนที่เชื่อมโยงกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้    

สัญญาณที่กำลังจะบ่งบอกว่า Mega Trends จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งน่าจับตามองโดยเฉพาะในด้านธุรกิจ ตั้งแต่ช่วงปี 2022 – 2025 โดยเทรนด์หลักที่จะส่งผลต่อทิศทางธุรกิจ ที่อาจมีโอกาสได้เห็นภายในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งไม่น่าเกิน ปี 2025 ที่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจทั้งหลายควรเตรียมตัวที่จะเรียนรู้ เพื่อความพร้อมในการรับมือ สำหรับพลิกโอกาสให้เป็นผู้นำเทรนด์ทางการตลาด ไม่ถูกสลัดตกหลังม้า หรือปล่อยให้คู่แข่งแซงหน้าเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน เทคโนโลยีเมกะเทรนด์สุดล้ำที่น่าจับตามอง และไม่ควรพลาดการติดตามข่าวสาร ได้แก่

1.Automation

ระบบอัตโนมัติ หรือ Automation คือ ระบบควบคุมที่สามารถทำงานได้เอง โดยผ่านการวางโปรแกรมไว้ เพื่อช่วยในการสั่งงาน รับงาน กำหนดงานต่างๆ ให้เป็นไปตามระบบอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกล่าวง่ายๆก็คือ การนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาทำงานแทนคนนั่นเอง 

Oxford, McKinsey รวมไปถึงบริษัทอื่นๆ ได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2025 อาจเป็นยุคของเทรนด์ AI (Artificial Intelligence) ที่ผสมผสานกับการทำงานของมนุษย์ เรียกว่า “hybrid AI” และมีแนวโน้มว่าในบางสายงานอาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ทั้งหมด อาจทำให้สายงานบางอาชีพ และงานกว่าหลายล้านตำแหน่งหายไปภายในปี 2030 แต่ก็อาจมีอาชีพใหม่ๆสำหรับมนุษย์เกิดขึ้นเช่นกัน