Lifestyle

รู้จักการเต้นแอโรบิคเพื่อสุขภาพ กันหน่อย 

การเต้นแอโรบิค เป็นการออกกำลังกาย ที่เรามักคุ้นเคยและเห็นได้ตามสถานที่สาธารณะต่างๆในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เพราะการเต้นแอโรบิคเพื่อสุขภาพ สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย เราจึงมักจะเห็นมีการเต้นแอโรบิคผู้สูงอายุ วัยหนุ่มสาว หรือมาเต้นด้วยกันทั้งครอบครัวในเวลาเย็นๆ ตามสวนสาธารณะ และสถานที่จัดให้มีกิจกรรมเต้นแอโรบิคต่างๆ เป็นอีกกิจกรรมที่เสริมสร้างสุขภาพ ที่เชื่อมความสัมพันธ์ของบุคคล และความสามัคคีได้เป็นอย่างดีทีเดียว 

การเต้นแอโรบิคคืออะไร

การเต้นแอโรบิคคือ รูปแบบของการออกกำลังกายยืดเหยียดประกอบจังหวะเพลง เพื่อให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น และกล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ต้องใช้การหายใจควบคู่กันกับขณะทำท่ากายบริหาร  เพื่อนำเอาออกซิเจนไปเป็นตัวช่วยในการเผาผลาญพลังงาน อย่าง คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ที่มีมากเกินในร่างกาย หรือจะกล่าวได้ว่า การเต้นแอโรบิค (aerobic dance) หมายถึง การออกกำลังกายแบบต่อเนื่องระยะเวลานาน ด้วยท่าทางที่ต้องใช้การหายใจ สูดอากาศหรือออกซิเจนจำนวนมาก ช่วยให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญ แปลงพลังงานที่สะสมมาใช้งาน ซึ่งจะเล่นกันเป็นกลุ่มหรือคนเดียวก็ได้ โดยการเต้นแอโรบิคส่วนใหญ่จะใช้การออกท่าทางประกอบจังหวะเพลง ในขณะที่การออกกำลังกายแบบแอโรบิคชนิดอื่น อย่าง การกระโดดเชือก การปีนเขา การเดินเร็ว การวิ่งระยะไกล ปั่นจักรยาน หรือ การว่ายน้ำ ไม่จำเป็นต้องใช้เพลงประกอบใดๆ 

ข้อดี-ข้อเสียของการเต้นแอโรบิคมีอะไรบ้าง

หลายๆคนอาจตั้งคำถามว่า การเต้นแอโรบิคมีประโยชน์อย่างไร มีข้อจำกัดสำหรับบุคคลหรือไม่ หรือประโยชน์ของการเต้นแอโรบิคมีไม่จำกัด สามารถทำได้โดยไม่มีข้อเสียเลย เรามีทั้งข้อดีและข้อเสียของการออกกำลังกายชนิดมาให้แล้ว มีดังต่อไปนี้ 

ข้อดี 

  • ทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานได้ดีมากขึ้น เพราะขณะที่ทำการเต้นแอโรบิค จะมีการสูดหายใจเยอะขึ้น ทำให้ได้รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย ไปช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานมากขึ้น ทำให้หลายๆคนเลือกที่จะเต้นแอโรบิคลดความอ้วน แทนการออกกำลังกายหนักๆชนิดอื่น 
  • ระบบไหลเวียนเลือด และการทำงานของหัวใจแข็งแรงขึ้น เพราะการเต้นแอโรบิคจะขยับร่างกายทุกส่วน ทำให้เลือดมีการไหลเวียนผ่านร่างกายได้ดี อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้หัวใจได้ฝึกบีบและคลายตัวอยู่บ่อยๆ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ และสามารถสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆในร่างกายได้ดี 
  • ลดอัตราเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง เพราะเมื่อหัวใจมีแรงสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนไปตามจุดต่างๆของร่างกายได้เต็มที่ ทำให้ไม่มีการไปอุดตันตามเส้นเลือด ความดันโลหิตก็จะเป็นปกติ 
  • ลดน้ำตาลในเลือด เพราะการเต้นแอโรบิคช่วยเพิ่ม HDL ที่จะช่วยลดค่าน้ำตาลในเลือดส่วนเกิน ที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน 
  • ระบบการหายใจดีขึ้น เพราะปอดจะมีการขยายเพื่อรับปริมาณออกซิเจนที่ได้รับมากขึ้นขณะที่ออกกำลังกาย 
  • ลดความเครียด เพราะขณะที่เต้นแอโรบิค เราจะจดจ่อกับท่าเต้นและการเต้นให้ทันตามจังหวะ ทำให้ลืมภาวะความเครียดที่มีอยู่
  • รู้สึกผ่อนคลาย เพราะร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุข เอนโดรฟิน ออกมาขณะเต้นแอโรบิค ทำให้ร่างกายรู้สึกดีและผ่อนคลาย

ข้อเสีย

  • การเต้นแอโรบิค ท่าทางประกอบจังหวะ จะมีการเต้นขึ้น-ลง ทำให้เกิดแรงกระแทกต่อบริเวณข้อต่อ อย่างข้อเท้าและข้อเข่ามาก จึงต้องระวังเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่มีอาการกระดูกสันหลังคด ปวดหลัง หรือมีปัญหาเรื่องหมอนรองกระดูก เพราะการก้มจะทำให้ข้อต่อถูกบิดมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท หรือทำให้กล้ามเนื้อขาชาและอ่อนแรง ข้อเท้าพลิก แพลง หรือปวดหลังบริเวณบั้นเอว จนอาจมีอาการปวดร้าวลงขาและน่อง หรืออาการบาดเจ็บหัวเข่า เพราะการเต้นแอโรบิค แรงกระแทกแบบต่างๆ หรือการลงน้ำหนักที่ผิดวิธี หรือมีการใช้แรงกระแทกตรงจุดเดิมซ้ำๆ เป็นเหตุทำให้เกิดการอับเสบ 

ดังนั้นจึงต้องมีข้อควรระวังในการเต้นแอร์โรบิค สำหรับผู้ที่ข้อจำกัดบางอย่าง เช่น โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือผู้สูงวัย ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ จะต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่ประจำ ให้แน่ใจว่าสามารถทำการเต้นแอโรบิคได้ หรืออาจหลีกเลี่ยงท่าเต้นแอโรบิคบางท่า ที่อาจส่งผลกระทบและเกิดอันตรายได้

การเต้นแอโรบิค มีกี่ขั้นตอน

1.Warm Up การอบอุ่นร่างกาย จะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะทำงานหนัก โดยการยืดเส้นอวัยวะในส่วนต่างๆ เป็นการเพิ่มอุณหภูมิภายใน เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และเป็นการเตรียมข้อต่อและกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่น ต่อการรับแรงเคลื่อนไหวของร่างกาย ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะทำการเต้นแอโรบิค

2.Stretching การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ให้ทั่วร่างกาย และเคลื่อนไหวข้อต่อต่างๆ เพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ มีความปลอดภัยการเต้นแอโรบิค และควรใช้จังหวะในการประกอบระหว่าง 135-140 BPM

3.Aerobic  Workout ช่วงแอโรบิค หรือ ช่วงงาน ใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที ในการเผาผลาญพลังงาน ไขมันใต้ผิวหนังที่สะสม และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ โดยการทำกิจกรรมเต้นแอโรบิค จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของความสามารถส่วนบุคคล เพราะประสิทธิภาพแต่ละคนจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเพื่อให้ได้รับประโยชน์การเต้นแอโรบิคได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย ผู้เต้นจะต้องรู้ความสามารถและข้อจำกัดของตนเอง และผู้นำเต้นจะต้องใช้นำท่าที่เหมาะสมกับสมาชิกในกลุ่มเต้น และจังหวะดนตรีประกอบระหว่าง 140-160 BPM 

4.Cool Down ช่วงลดงานเพื่อปรับสภาพ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในการลดจังหวะท่าประกอบการเต้น เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจ การสูบฉีดเลือดที่ค่อยๆปรับสภาพ ให้ลดลงจนเกือบอยู่ในสภาพปกติ โดยจังหวะดนตรีที่เลือกใช้ประกอบ ควรมีจังหวะระหว่าง 155-140 BPM

5.Floor  Work บริหารเฉพาะส่วน ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในการเพิ่มประสิทธิภาพกล้ามเนื้อในแต่ละส่วนที่ต้องการเฉพาะ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ รวมถึงอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับคืนสู่สภาพปกติ  ควรใช้ดนตรีที่มีจังหวะระหว่าง 120-135 BPM ประกอบในการเต้นช่วงสุดท้าย เพื่อให้ร่างกายมีความผ่อนคลาย และค่อยๆปรับเข้าสู่สภาพปกติในที่สุด 

การเต้นแอโรบิคมีกี่แบบ

1. Low impact aerobic dance การเต้นที่มีแรงกระแทกต่ำ โดยมีการกระแทกระหว่างร่างกายกับพื้นบ้างเล็กน้อย หรือแทบจะไม่มีเลย เช่น การเดิน การย่อเข่า เป็นต้น ซึ่งท่าเต้นที่มีแรงกระแทกต่ำและนิยมนำมาเต้นมีหลากหลายท่าด้วยกัน เช่น

  • Walking การเดิน คือ การก้าวเื้าไปทิศทางที่เคลื่อนที่ไป โดยถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปอีกเท้าหนึ่ง ซึ่งอาจเดินไปข้างหน้า ข้างหลัง หรือเดินเป็นรูปตัว L 
  • Marching หรือ มาร์ชชิ่ง การย่ำเท้า คือ การย่ำเท้าอยู่กับที่ โดยการย่ำเท้าจะมี 2 แบบ คือ การย่ำเท้าแบบกว้าง ที่เรียกว่า Marching Out และ การย่ำเท้าแบบแคบ Marching In
  •  Step Touch ก้าวแตะ คือ การยกเท้าข้างหนึ่งไปด้านข้าง แล้วยกเท้าอีกข้างไปแตะ ทำเช่นนี้สลับกัน โดยอาจเป็นการก้าวแตะอยู่กับที่ หรือก้าวแตะเป็นรูปตัว L 
  • Grapevine การเต้นแอโรบิคท่าเกรปวาย คือ การก้าวไขว้ขาแตะไปด้านหน้าหรือด้านหลัง สามารถทำได้หลายแบบ ทั้งการทำเกรพวายรูปตัว L การทำเกรฟวายแบบซิกแซก หรือการทำเกรพวายธรรมดา
  • Squats สควอท  คือ งอเข่า 2 ข้างในระดับ 90 องศา เป็นการนั่งยองๆ เหมือนการนั่งเก้าอี้ โดยนั่งให้มุมสะโพกและเท้าเป็นมุม 90 % อย่านั่งให้สะโพกชิดส้นเท้า เพราะเอ็นหรือกระดูกอ่อนที่หัวเข่าจะยืดมากเกินไป จนทำให้เข่าเจ็บ

    2.High impact aerobic dance การเต้นที่มีแรงกระแทกสูง เป็นการเต้นที่มีความเคลื่อนไหวของร่างกายที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น การกระโดดลอยตัวแล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองข้าง เป็นต้น ท่าเต้นของประเภทนี้ที่นิยม เช่น 

  • Twist การบิดสะโพก
  • Leap กระโจน
  • Jog  การวิ่ง
  • Hop  กระโดดลงด้วยเท้าข้างเดียว
  • Jump  กระโดดลงด้วยเท้า 2 เท้า
  • Jumping Jack หรือ การกระโดดตบ  กระโดดขาแยก-ชิด
  • Pendulum การทำลูกตุ้มนาฬิกา
  • Ponyกระโดดย่ำเท้าข้างละ 2 จังหวะ

3.Multi impact aerobic dance รูปแบบการเต้นแอโรบิคที่มีแรงกระแทกหลากหลาย มีความเคลื่อนไหวของแรงกระแทกต่ำและสูงผสมผสานกัน การจะใช้แรงกระแทกต่ำหรือสูง จะขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของตัวผู้เต้น และจังหวะเพลงที่ใช้ประกอบการเต้นแอโรบิค การเลือกเพลงของผู้นำเต้น และการนับจังหวะแอโรบิคจึงนับว่าสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้เต้น 

4.No impact aerobic dance การเต้นที่ปราศจากแรงกระแทก ซึ่งจะมีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ไม่มีแรงกระแทกร่างกายกับพื้นเลย เช่น การเต้นแอโรบิคในน้ำ เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่มีข้อจำกัดในการออกลังกายหนัก แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์ และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้เชี่ยวชาญ 

เมื่อทำความรู้จักการเต้นแอโรบิคกันคร่าวๆ และรู้ข้อจำกัดในการออกกำลังกายประเภทแอโรบิคแล้ว ก็ควรตรวจสอบสมรรถภาพและขีดจำกัดของร่างกายตนเอง ก่อนออกกำลังกายทุกประเภทเสมอ เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอย่างปลอดภัย 

You may also like

Blog Business Health Lifestyle

สัญลักษณ์วันคริสต์มาสมีอะไรบ้าง พร้อมความหมายของตกแต่งคริสต์มาส และธีมสีคริสต์มาส

post-image

เมื่อพูดถึงวันคริสต์มาส สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึง มักจะเป็นลุงหน้าตาใจดี มีหนวดเคราสีขาว และสวมชุดสีแดง ชอบมาแจกของขวัญคริสต์มาสให้กับเด็ก ๆ และผู้คน ใช่แล้ว “ซานตาครอส” นั่นเอง และสัญลักษณ์วันคริสต์มาสอีกสิ่งที่จะขาดไม่ได้ คือ “ต้นคริสต์มาส” หรือ ต้นสนที่ถูกประดับด้วยของตกแต่งต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ และเป็นสัญญาณให้ทุกคนรู้ว่า เทศกาลแห่งความสุขใกลเข้ามาแล้ว ดังนั้น เพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสที่ใกล้จะถึงในอีกไม่กี่เดือนนี้ Homedecorily จะมาชวนทุกคนแต่งบ้านด้วยสิ่งของวันคริสต์มาส พร้อมกับประวัติที่มาที่ไป ทำไมจึงนิยมนำมาใช้เป็นของตกแต่ง จนกลายเป็นสัญลักษณ์เทศกาลคริสต์มาส

สัญลักษณ์วันคริสต์มาสมีอะไรบ้าง

1. ต้นคริสต์มาส (Christmas Tree)

ต้นคริสต์มาส เปรียบเสมือนเป็น ต้นไม้แห่งชีวิต หรือ ต้นไม้ในสวนสวรรค์ของพระเจ้า เนื่องจากเป็นต้นไม้มีสีเขียวขจีตลอดปี อีกทั้งในคำภีร์ไบเบิล (ยอห์น 15:5) ได้กล่าวไว้ว่า พระเยซู เปรียบเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต คอยเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่ผู้คนท่ามกลางความมืด เป็นศูนย์รวมจิตใจ หล่อหลอมให้ผู้คนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้น ต้นคริสต์มาส เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์รวมคนในครอบครัวช่วงวันคริสต์มาส เมื่อใกล้เข้าสู่เดือนธันวาคม ผู้คนจะเริ่มดีไซน์และตกแต่งต้นคริสต์มาส เพื่อต้อนรับและเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขพร้อมกับครอบครัวหรือคนที่รัก โดยแต่ละบ้านและสถานที่ต่าง ๆ จะมีการประดับด้วยของตกแต่งสัญลักษณ์วันคริสต์มาสที่มีความหมายแตกต่างกันไป

สำหรับที่มาของต้นคริสต์มาส เริ่มจากมิชชันนารีชาวอังกฤษ เซนต์บอนิเฟส ที่เดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในเยอรมนี ได้ทำการช่วยเหลือเด็กถูกใช้เป็นเครื่องสังเวย และกำลังจะถูกฆ่าใต้ต้นโอ๊ก หลังจากช่วยเหลือเด็กได้ และมีการโค่นต้นโอ๊กทิ้ง ปรากฏ ต้นสนเล็ก ๆ ต้นหนึ่ง ขึ้นอยู่ที่โค้นต้นโอ๊ก มิชชันนารีจึงเปรียบต้นสนเสมือนว่าเป็นต้นไม้แห่งชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ จนกระทั่ง เดือนธันวาคม ค.ศ.1540 มาร์ติน ลูเธอร์ ซึ่งเป็นผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ได้เห็นแสงจันทร์ส่องลอดผ่านต้นสน มีความสวยงามน่าอัศจรรย์ จึงได้ตัดต้นสนไปตั้งไว้ในบ้าน และตกแต่งด้วยแสงเทียน จนมีผู้คนนำไปทำตามทั่วเยอรมนี กระทั่งเริ่มแพร่หลายในประเทศอังกฤษและทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเหตุผลที่ใช้ต้นสนทำเป็นต้นคริสต์มาส เพราะหาง่าย โดยเฉพาะในประเทศโซนยุโรป

2. พวงมาลัยคริสต์มาส (The Christmas Wreath)

พวงมาลัยคริสต์มาส หรือ The Christmas Wreath คือ สัญลักษณ์ของมงกุฏหนามบนศีรษะพระเยซู เมื่อครั้งถูกนำไปตรึงบนกางเขน ซึ่งชาวคริสต์เชื่อกันว่า มงกุฏของเยซูจะช่วยลดทอนพลังชั่วร้าย ปกป้องทุกคนในบ้านให้ปลอดภัยจากปีศาจร้ายได้ จึงนิยมนำ The Christmas Wreath แขวนไว้หน้าประตูบ้าน…

Read More
Blog Business Lifestyle

บริหารเงินอย่างไรให้มีเงินใช้หลังเกษียณ 

post-image

สำหรับใครที่กำลังเริ่มวางแผนปลดตัวเองออกจากงานประจำอยู่ หรือเข้าวัยที่ใกล้จะเกษียณ แต่ยังมองภาพไม่ออกว่าจะบริหารการเงินอย่างไรให้มีเงินใช้หลังจากเกษียณโดยไม่ลำบาก และยังมีเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ลองทำตาม การบริหารเงินให้มีเงินใช้เมื่อต้องเกษียณอายุงาน แบบฉบับนักวางแผนการเงิน ที่เราได้นำมาฝากในบทความนี้กันดีกว่า รับรองว่า ทำได้ตามนี้มีเงินไว้ใช้ยามเกษียณแน่นอน  

1. แยกประเภท “รายจ่าย”  ก่อนจะต่อยอดเงิน

ในการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคน ย่อมมี รายจ่าย เป็นอุปสรรคใหญ่ของการเก็บออมเงิน มีทั้งแบบที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ ทำให้มีเงินไม่พอเก็บ หรือมัวแต่จ่ายจนลืมเก็บ เพราะไม่มีการจัดการบริหารการเงินใด ๆ แต่ถ้าต้องมีสภาพคล่องทางการเงินในชีวิตหลังเกษียณ การทำความเข้าใจในรายจ่ายแต่ละประเภท จัดเรียงความสำคัญ เพื่อที่จะได้วางแผนการเงินจึงมีความสำคัญ โดยประเภทรายจ่ายในการดำเนินชีวิต มีดังนี้ 

  • หนี้สิน รายจ่ายสำคัญข้อแรกที่ต้องให้ความสำคัญ และไม่ควรลืมที่จะหาทางการชำระหนี้ให้ถูกต้อง เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ เป็นต้น 
  • รายจ่ายทั่วไป คือ รายจ่ายที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และค่าดูแลส่วนอื่น ๆ ภายในบ้าน 
  • รายจ่ายการดูแลสุขภาพ ปัญหาสุขภาพ ถือว่าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยที่เราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ การวางแผนการเงินในส่วนนี้ จะช่วยให้สะดวกและลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลลงได้ เช่น การทำประกันสุขภาพ ประกันชีวิต เป็นต้น 
  • รายจ่ายอื่น ๆ มักจะเป็นการจ่ายเพื่อเติมเต็มความสุขให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านการเข้าสังคม การซ่อมแซมบำรุงหรือตกแต่งที่อยู่อาศัย หรือค่าใช้จ่ายระหว่างการท่องเที่ยว 

ต้องเก็บเงินเท่าไรจึงจะมีเงินใช้หลังเกษียณ

การคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ในการเก็บเงินใช้หลังเกษียณ สามารถคำนวณได้ดังนี้ 

ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ = รายจ่าย / ปี   x  80%  x จำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ 

2. มองหาแหล่ง “รายได้” ประจำ 

หลังจากที่คำนวณรายจ่ายคร่าว ๆ ที่จะต้องมีไว้ใช้หลังเกษียณกันไปแล้ว จากนั้นเราก็มาคำนึงรายได้ในช่องทางต่าง ๆ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

Blog Business Lifestyle

แหนแดงคืออะไร ใช้แหนแดงทดแทนปุ๋ยเคมีดีไหม 

post-image

กระแสแหนแดงมาแรงแซงทางโค้ง เนื่องจากปุ๋ยราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกษตรกรมีภาระหนักเกินกำลัง จึงต้องมีการมองหาตัวช่วยที่จะใช้ทดแทนปุ๋ย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนของต้นทุนการผลิต ทำให้ แหนแดง เข้ามามีบทบาทสำคัญกับเกษตรกรและการเกษตรอย่างมีนัยยะ 

แหนแดงคืออะไร 

แหนแดง (Azolla spp.) เป็นพืชชนิดเฟิร์นน้ำขนาดเล็ก พบได้ในบริเวณน้ำนิ่งทั่วไป ในใบของแหนแดงมี Cyanobacteria หรือ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน อาศัยอยู่ จึงช่วยสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ ทำให้แหนแดงมีธาตุไนโตรเจนสูง เติบโตง่าย ปลอ่ยไนโตรเจนและธาตุอาหารพืชอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และสลายตัวได้ง่าย เหมาะต่อการนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชีวภาพ และ อาหารสัตว์ ทำให้มีการนำแหนแดงแห้งมาใช้เป็นแหล่งธาตุอาหารให้กับผัก โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน ที่ช่วยบำรุงพืชผักในส่วนของใบและลำต้นได้เป็นอย่างดี 

ชาวนานิยมนำแหนแดงใช้ร่วมกับการปลูกข้าวเพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด และช่วยลดการเจริญเติบโตของวัชพืชในนาข้าว ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการใช้ประโยชน์แหนแดงในนาข้าวเท่านั้น แต่เมื่อปุ๋ยมีราคาแพงมากขึ้น และมีกระแสส่งเสริมเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ด้วยคุณสมบัติของแหนแดงที่สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กรมวิชาการเกษตรได้นำประโยชน์ของแหนแดงมาใช้กับพืชอื่น ๆ จนกลายเป็นปุ๋ยพืชสดที่มีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญต่อระบบเกษตรพอเพียง เนื่องจากเป็นพืชที่ช่วยตอบโจทย์ด้านการเกษตรครบวงจร

แหนแดงมีประโยชน์ด้านการเกษตรอย่างไร

  • ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ลดการใช้เคมี ช่วยลดต้นทุน
  • เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน 
  • ใช้ควบคุมวัชพืชในนาข้าว ลดการใช้เคมีกำจัดวัชพืช 
  • ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับพืชผักและผลไม้อื่น ๆ ได้ 
  • ใช้แหนแดงร่วมกับปุ๋ยเคมี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ยเคมี ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 10 -15% 
  • ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด ปลา และ สุกร 
  • ต้นทุนการผลิตต่ำ

เนื่องจากแหนแดงเป็นพืชธรรมชาติ เลี้ยงและขยายพันธุ์ง่าย เติบโตไว ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตไว้ใช้เองได้ ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำมาก โดยเอกสารทางกรมวิชาการเกษตรได้ระบุไว้ว่า เมื่อหว่านแหนแดงในนา 1 ไร่ จะได้ผลผลิตแหนแดงประมาณ 3,000 กิโลกรัม หรือประมาณ 3 ตัน ซี่งเทียบได้กับปุ๋ยยูเรียประมาณ…

Read More
Blog Business Lifestyle

ใส่ซองงานแต่งยังไงไม่ให้เกิดดราม่า 

post-image

ใครที่กำลังเครียดเพราะถูกเชิญไปงานแต่อยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งของญาติ งานแต่งเพื่อนสนิท งานแต่งเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่งานแต่งเจ้านาย เพราะไม่รู้ว่าจะใส่ซองงานแต่งเท่าไรจึงเหมาะกับฐานะเจ้าของงาน จะใส่มากแต่รายได้ตนเองก็แทบชักหน้าไม่ถึงหลัง หากใส่เงินน้อยก็ห่วงจะมีดรามาตามมา กลัวเพื่อนเลิกคบ โดนนินทา เป็นที่เม้าท์มอยสารพัด อันเป็นผลพวงมาจากจำนวนเงินใส่ซองงานแต่ง คิดแล้วทำให้อยากรู้ว่าใครกันนะเป็นผู้บัญญัติประเพณีการใส่ซองงานแต่งนี้ขึ้นมา ทำไมต้องมีการใส่ซองงานแต่ง ทำไมสังคมต้องตัดสินให้คนใส่เงินในซองน้อยกลายเป็นคนผิด และใส่ซองงานแต่งยังไงจึงจะเหมาะสม โดยไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนในภายหลัง 

ใส่ซองตามกำลังทรัพย์ที่มี โดยยึดรายได้ของตัวเองเป็นหลัก 

เมื่อได้รับเชิญงานแต่งที่ต้องมีการใส่ซอง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในอันดับแรกเมื่อจะทำการใส่ซอง คือ คำนึงถึงรายได้ของตนเองก่อน สำหรับใครที่มีทักษะบริหารการเงิน จะมีการแบ่งเงินในส่วนของกิจกรรมต่าง ๆ อย่างชัดเจน อาจมีการแพลนค่าไปร่วมงานต่าง ๆ ไว้ เช่น ยอดเงินที่จะใส่ซองร่วมงานต่าง ๆ เพื่อไม่เป็นการสร้างความลำบากให้ตนเองในภายหลัง เคยเจอคำถามว่าใส่ซองงานแต่ง 400 ได้ไหม เพราะว่างงาน หรือมีรายได้น้อย ก็ได้มีผู้แนะนำว่าการใส่ซองงานแต่งที่ดีต่อทั้งตนเองและเจ้าภาพ คือ ไม่ควรใส่ซองเกิน 5% ของรายได้ เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ไม่ควรใส่เงินเกิน 1,000 บาท แต่จะใส่เท่าไรในระหว่างจำนวนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ที่นำมาประกอบในการตัดสินใจต่อไป 

ใส่ตามระดับความสนิทกับเจ้าภาพ

ปัจจัยหลัก ๆ ของจำนวนเงินที่ใส่ซองงานแต่งมักจะขึ้นอยู่กับความสนิทต่อเจ้าภาพเป็นส่วนใหญ่ หากเป็นการใส่ซองงานแต่งเพื่อนสนิท หรือ ญาติพี่น้อง อาจใส่จำนวนเงินมากกว่างานแต่งของคนที่รู้จักเพียงผิวเผิน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเงินในซองถือเป็นสินน้ำใจแสดงความยินดี และช่วยเป็นทุนสนับสนุนในการสร้างครอบครัวใหม่ของคนที่เรารักหรือมีความใกล้ชิดสนิทสนม ยิ่งสนิทมาก รักมาก ยิ่งต้องแสดงความรักและซัพพอร์ทเต็มที่ อาจใส่ซองงานแต่ง 4000 หรือ น้อยกว่า – มากกว่า เท่าที่กำลังทรัพย์เราไหว ส่วนเจ้าภาพที่ไม่ได้สนิทเท่าไร อาจเป็นเพียงคนรู้จัก เพื่อนร่วมงาน อาจใส่น้อยกว่า 1000 บาท ตราบใดที่ไม่เกิน 5% ของรายได้ที่เรามี

ไปร่วมงานแต่งด้วยหรือไม่ 

กรณีใส่ซองงานแต่งไม่ได้ไปร่วมงาน ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม หากจำนวนใส่ซองจะน้อยกว่าปกติสักเล็กน้อยก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดอะไร แต่ถ้าเป็นงานของคนสนิท ญาติมิตร ไม่ควรลดจำนวนเงินใส่ซองให้น้อยลง แต่ควรใส่ซองตามจำนวนปกติหรืออาจมากกว่าเดิม  

Read More
Lifestyle Politics Travel

ระวัง! ถ้าไม่อยากติดคุก ห้ามพูดคำเหล่านี้เด็ดขาดเมื่ออยู่สนามบิน 

post-image

เชื่อว่าคนที่มีประสบการณ์โดยสารเครื่องบินในการเดินทาง ย่อมต้องรู้กฏเกณณ์ห้ามพกพาสิ่งใด หรือห้ามพกวัตถุใดขึ้นเครื่องบิน รวมไปถึง คำต้องห้าม ที่ห้ามพูดเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยในเจตนาหยอกล้อ หรือพูดเพื่อเป็นมุขตลกก็ตาม เพราะสนามบินคือสถานที่รวมกันของผู้คนหลายเชื้อชาติและจากหลายประเทศ จึงต้องมีการเข้มงวดในด้านการรักษาความปลอดภัยสูง 

ทำไมจึงต้องมีคำต้องห้ามใช้ในสนามบิน 

เนื่องจากบางคำนั้นอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความตื่นตระหนก โกลาหล และอาจทำให้เกิดเหตุวุ่นวายจนยากที่จะระงับเหตุการณ์ให้เกิดความสงบได้ ก่อให้เกิดความเสียหาย และเสียเวลาแก่คนจำนวนมาก เพราะอาจต้องมีการตรวจค้น สอบสวน ทำให้การเดินทางล่าช้ากว่ากำหนด เป็นเหตุให้ผู้โดยสารท่านอื่นพลาดการเดินทางตามกำหนดจนอาจเกิดความเสียหายได้อย่างมหาศาล

คำต้องห้ามในสนามบินมีอะไรบ้าง 

คำต่าง ๆ เหล่านี้ แม้จะเป็นการอ่านหนังสือ หรือพูดกับเพื่อน ก็ห้ามพูดหรือออกเสียงออกมาเด็ดขาด 

  • คำพูด หรือ เขียนข้อความใด ๆ ที่แสดงถึงการคุกคาม ข่มขู่ หรือ ทำให้รู้สึกเป็นภัย เช่น พูดว่า “ระวังเชื้อโควิด”…
    • ระเบิด (Bomb , Explosive) เช่น พูดว่า มีระเบิด จะระเบิดสนามบิน เปิดกระเป๋าระวังเจอระเบิด ปาระเบิด เป็นต้น 
    • อาวุธ มีด ปืน  (Gun) เช่น มีปืนกี่กระบอก พกมีดติดตัวมาด้วย 
    • โรคระบาดร้ายแรง เช่น พูดว่า ติดโควิด ป่วยเป็นอีโบล่า 
    • วัตถุอันตราย เช่น ไซยาไนด์หาซื้อได้ที่ไหน 
    • จี้เครื่องบิน ปล้นเครื่องบิน (Hijack) เช่น พูดว่า หยุดนะนี่คือการปล้น จะปล้นให้หมด จะจี้เครื่องบิน หรือ hijack เป็นต้น 
    • การก่อการร้าย (Terrorist Attack) เช่น พูดว่า จะมีการก่อการร้าย นี่คือการก่อการร้าย 
    • คำพูด หรือ เขียนข้อความใด ๆ ที่แสดงถึงการคุกคาม ข่มขู่ หรือ ทำให้รู้สึกเป็นภัย เช่น พูดว่า “ระวังเชื้อโควิด”…
  • Read More
    Business

    รวมกองทุนปันผลที่น่าสนใจ กองทุนตัวไหนน่าจะเหมาะกับเรา

    post-image

    ใครที่เริ่มสนใจหรือมองหาการลงทุนเพื่ออนาคต แต่ไม่รู้ว่าจะลงทุนกับกองทุนไหนดี เพราะไม่เคยทำมาก่อน เราจะมาพาทำความรู้จักกับกองทุนปันผลในตลาดหุ้นหรือธีมที่นับว่าแข็งแกร่ง น่าสนใจที่จะลงทุน โดยจะเลือกลงทุนรายตัวหรือจัดเป็นพอร์ตให้กระจายตัวดี 

    หุ้นปันผลกับกองทุนปันผลต่างกันอย่างไร 

    หุ้นปันผลกับกองทุนปันผลต่างกันอย่างไร

    ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าระหว่าง หุ้นปันผลคืออะไร และกองทุนปันผลคืออะไร จะได้รู้ว่าเหมือนหรือต่างกัน  หุ้นปันผล เป็นหุ้นประเภทหนึ่งที่นักลงทุนต้องการจะมีเก็บไว้อยู่ในพอร์ตลงทุน เพื่อให้ได้เงินปันผลส่วนนี้เป็นรายได้เสริม หรืออาจกลายเป็นรายได้หลักหลังจากที่เกษียณไปแล้ว แต่บางคนอาจต้องการมีหุ้นปันผลเพื่อลดความเสี่ยง ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน หรือจะทำพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ กองทุนปันผล คือ กองทุนที่นำกำไรที่ได้จากการลงทุนมาแจกจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนนั่นเอง โดยปัจจุบันบริษัทจะนิยมจ่ายเงินปันผล 2 แบบ ด้วยกัน คือ 

    1. จ่ายเป็นเงินสด หรือ Cash Dividend คือรูปแบบที่บริษัทส่วนใหญ่นิยมกันมาก โดยมีเงินปันผลที่ได้มาจากกำไรสะสมของบริษัท โดยจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานปกติ ข้อดี คือ นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล โดยที่การลงทุนจะยังดำเนินต่อไป ส่วนข้อเสีย คือ เงินปันผลที่ได้อาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก เนื่องจากมีการหักภาษีเงินปันผล 10% 

    2. จ่ายเป็นหุ้น หรือ Equity Stock Dividend คือ การเพิ่มทุนเป็นหุ้นสามัญ แล้วจึงจะนำมาจ่ายปันผล โดยกำหนดจ่ายตามอัตราส่วนที่กำหนด เช่น จ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นปันผลในอัตราส่วน 10 : 1 คือ ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นปันผล 1 หุ้น ในทุก ๆ หุ้นเดิมที่ถืออยู่จำนวน 10 หุ้น หากถือหุ้นสามัญ 1,000 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 100 หุ้น และถ้าถือหุ้นสามัญ 10,000 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 1,000 หุ้น เป็นต้น 

    โดยปกติหุ้นปันผลจะมีอัตราเงินปันผลหรือ Dividend Yield โดยคำนวณมาจากเงินปันผลต่อหุ้น / ราคา แต่ในส่วนกองทุนปันผลจะบอกเพียงกองทุนปันผลคิดเป็นกี่บาท / หน่วย ในแต่ละครั้ง ทำให้นักลงทุนไม่สามารถรู้ได้ว่า Dividend เป็นเท่าไร 

    แล้วจะรู้ Dividend Yield ได้อย่างไร ? 

    วิธีการคาดการ Dividend Yield คือ นำส่วนปันผลรวมย้อนหลัง (…

    Read More
    Business Lifestyle

    อัพเดท 7 เทรนด์สีปี 2023 สีไหนมาแรง แต่งบ้านรับปีเถาะกันเถอะ 

    post-image

    สำหรับคนรักบ้าน รักการตกแต่งบ้าน วันนี้เรามาจะอัพเดทเทรนด์สีปี 2023 ซึ่งสีเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมจากเทรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลก และทางนิตยสาร Creative Thailand ได้รวบรวมจัดทำขึ้นทุกปี เพื่อส่งเสริมและผลักดันเศรษฐกิจไทย ภายใต้ CEA หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) 

    เราจึงได้นำมาอัพเดทเพื่อเป็นแนวไอเดียให้ใครที่กำลังต้องการจะจัดแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่ ซึ่งตรงกับ ปีเถาะ หรือ ปีกระต่าย และเทรนด์สีเหล่านี้ ยังเหมาะต่อการไปใช้กับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของใช้ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมไปถึงใช้เพื่อสื่อโฆษณาสินค้า การบริการ และงาน Events ต่าง ๆ อีกด้วย มีสีอะไรให้เพื่อน ๆ ได้นำไปใช้เสริมสร้างความปังและทันสมัยกันบ้าง ตามมาเลยค่ะ 

    Elfin Yellow : สีเหลืองอ่อน – ครีม 

    สีเหลืองอ่อนไปจนถึงเกือบออกสีครีม โทนสีที่บ่งบอกถึงความเป็น Minimalism ที่ยังคงได้รับความนิยมในการตกแต่งบ้านเสมอมา เพราะให้ความรู้สึกเรียบง่าย อบอุ่น อ่อนโยน สบายตา นอกจากนี้ โทนสีเหลืองอ่อนยังเป็นสีแห่งการรีเซ็ต การเริ่มหรือสร้างสิ่งใหม่ ๆ และยังเป็นสื่อถึงการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง 

    การตกแต่งบ้านด้วยสีหลักอย่างโทนสีเหลืองอ่อนจะให้สไตล์บ้านมินิมอล แต่ถ้าต้องการเติมความสดใส และความมีชีวิตชีวาให้กับบ้าน อาจใช้เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์สีเหลือง ควบคู่ไปกับสีหลักของบ้านด้วยโทนสีเรียบ ๆ แทน ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในช่วงซัมเมอร์สดใส 

    Lime Green : สีเขียวมะนาว 

    โดยปกติ สีเขียว มักจะทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม และมักจะเป็นที่นิยมในการนำมาใช้ตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ บ้าน และ สำนักงาน เพราะจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบ แต่สำหรับเทรนด์สีปี 2566 ที่ต้องการเพิ่มความล้ำสมัยมากขึ้น ทำให้เฉดสีเขียวมะนาวเป็นสีที่จะมาแรงแซงทางโค้งอีกสีหนึ่งเลยทีเดียว เพราะสีเขียวมะนาวจะสื่อถึงความสดใสและมีชีวิตชีวาของคนยุค Gen Z ได้เป็นอย่างดี จึงถูกนำมาใช้บนโลกดิจิทัลมากขึ้น 

    แม้ว่าสีเขียวมะนาวจะดูสดและจัดจ้านจนอาจไม่ไหวสำหรับการทาสีผนังบ้าน แต่สามารถนำมาใช้กับของตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเพิ่มความสดใสและความโดดเด่นให้กับบ้านมากขึ้น หรือจะลดเฉดลงอีกหน่อยด้วยสีเขียวแอปเปิลก็นับว่าเก๋กู๊ดเลยทีเดียว 

    Blog Business Lifestyle Politics

    วิธีเช็คเบอร์โทรศัพท์ มิจฉาชีพโทรหาเรา หรือใครโทรมากันแน่ 

    post-image

    ฮัลโหลวว! นั่นใครโทรมา มิจฉาชีพหรือเปล่าคะ? แต่คงไม่มีมิจฉาชีพคนไหนยอมรับแน่นอน แล้วเราจะมีวิธีไหนเช็คเบอร์ใครโทรมา หรือส่ง SMS พร้อมแนบลิงก์ที่ถ้าเผลอไปกด โดนดูดเงินสูญหมดบัญชี เราจึงต้องมีวิธีป้องกันโดนมิจฉาชีพหลอก ยิ่งช่วงนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาด แถมตำรวจก็ยังทำอะไรไม่ได้ เป็นปัญหาสังคมและมีผู้เสียหายไปแล้วนับไม่ถ้วน เมื่อเราพึ่งใครไม่ได้ เราก็ต้องพึ่งตนเองก่อนในเบื้องต้น ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ 

    Google 

    เมื่อมีเบอร์แปลก ๆ โทรมาหา ไม่ว่าจะก่อนรับสายหรือหลังสายไปแล้ว แต่อยากรู้ว่าใช่เป็นเบอร์มิจฉาชีพหลอกโทรหาเราหรือไม่ ให้นำเบอร์นั้นไปค้นหากับเว็บไซต์กูเกิล หากเป็นหมายเลของมิจฉาชีพที่มีประวัติหลอกลวง เราจะพบข้อมูลที่ผู้เสียหายได้โพสเตือนภัยผ่านบนเว็บไซต์ 

    Facebook 

    เฟซบุคเป็นอีกช่องทางที่สามารถค้นหาเบอร์โทรศัพท์ได้เช่นกัน โดยการนำเบอร์แปลก ๆ ที่ได้โทรหาเราไปใส่ช่องค้นหา (search) หากเป็นเบอร์ที่เคยมีประวัติหลอกลวง เราจะสามารถพบตามกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มขายของ กลุ่มเตือนภัย ฯลฯ มีผู้เสียหายได้โพสข้อความเตือนภัย พร้อมระบุหมายเลขโทรศัพท์  

    Line 

    อีกช่องทางโซเชียลมีเดียที่ใช้สืบหาเบอร์มิจฉาชีพได้เช่นกัน โดยการนำเบอร์แปลกที่โทรหาเราไปใส่ในช่องเพิ่มเพื่อน (Add Friend) ผ่านหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะสามารถค้นหาเจอได้เฉพาะที่หมายเลขลงทะเบียนไลน์เท่านั้น หากแอดด้วยเบอร์โทรฯ แล้ว ไม่พบเจอเป็นผู้ใช้แอปไลน์ปกติทั่วไป ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าเป็นมิจฉาชีพ หรืออาจไม่ใช่ก็ได้ 

    Whoscall 

    Whoscall คือ แอปพลิเคชัน ที่รวบรวมฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ไว้เป็นพันล้านเบอร์ โดยมีผู้โหลดใช้แอป whoscall แล้วมากกว่า 70 ล้านครั้ง โดยแอปฯ นี้ จะมีการระบุหมายเลขโทรศัทพ์ของหน่วยงานต่าง ๆ เบอร์ขายสินเชื่อ เบอร์ขายประกัน รวมไปถึงเบอร์มิจฉาชีพ เมื่อไรที่เบอร์เหล่านี้โทรมา แอปฯ จะดึงข้อมูลมาแจ้งเตือนบนหน้าจอมือถือของเราทันที ทำให้เราสามารถเลือกที่จะรับสายหรือไม่ก็ได้  หรือทำการบล็อกเบอร์นั้นไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น whoscall มีฟังก์ชันให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มข้อมูลเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ว่าเป็นใคร เช่น เบอร์ขนส่ง เบอร์มิจฉาชีพ เป็นต้น ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแอปฯ Whoscall…

    Read More