Lifestyle

รู้จักการเต้นแอโรบิคเพื่อสุขภาพ กันหน่อย 

การเต้นแอโรบิค เป็นการออกกำลังกาย ที่เรามักคุ้นเคยและเห็นได้ตามสถานที่สาธารณะต่างๆในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เพราะการเต้นแอโรบิคเพื่อสุขภาพ สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย เราจึงมักจะเห็นมีการเต้นแอโรบิคผู้สูงอายุ วัยหนุ่มสาว หรือมาเต้นด้วยกันทั้งครอบครัวในเวลาเย็นๆ ตามสวนสาธารณะ และสถานที่จัดให้มีกิจกรรมเต้นแอโรบิคต่างๆ เป็นอีกกิจกรรมที่เสริมสร้างสุขภาพ ที่เชื่อมความสัมพันธ์ของบุคคล และความสามัคคีได้เป็นอย่างดีทีเดียว 

การเต้นแอโรบิคคืออะไร

การเต้นแอโรบิคคือ รูปแบบของการออกกำลังกายยืดเหยียดประกอบจังหวะเพลง เพื่อให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น และกล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ต้องใช้การหายใจควบคู่กันกับขณะทำท่ากายบริหาร  เพื่อนำเอาออกซิเจนไปเป็นตัวช่วยในการเผาผลาญพลังงาน อย่าง คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ที่มีมากเกินในร่างกาย หรือจะกล่าวได้ว่า การเต้นแอโรบิค (aerobic dance) หมายถึง การออกกำลังกายแบบต่อเนื่องระยะเวลานาน ด้วยท่าทางที่ต้องใช้การหายใจ สูดอากาศหรือออกซิเจนจำนวนมาก ช่วยให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญ แปลงพลังงานที่สะสมมาใช้งาน ซึ่งจะเล่นกันเป็นกลุ่มหรือคนเดียวก็ได้ โดยการเต้นแอโรบิคส่วนใหญ่จะใช้การออกท่าทางประกอบจังหวะเพลง ในขณะที่การออกกำลังกายแบบแอโรบิคชนิดอื่น อย่าง การกระโดดเชือก การปีนเขา การเดินเร็ว การวิ่งระยะไกล ปั่นจักรยาน หรือ การว่ายน้ำ ไม่จำเป็นต้องใช้เพลงประกอบใดๆ 

ข้อดี-ข้อเสียของการเต้นแอโรบิคมีอะไรบ้าง

หลายๆคนอาจตั้งคำถามว่า การเต้นแอโรบิคมีประโยชน์อย่างไร มีข้อจำกัดสำหรับบุคคลหรือไม่ หรือประโยชน์ของการเต้นแอโรบิคมีไม่จำกัด สามารถทำได้โดยไม่มีข้อเสียเลย เรามีทั้งข้อดีและข้อเสียของการออกกำลังกายชนิดมาให้แล้ว มีดังต่อไปนี้ 

ข้อดี 

  • ทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานได้ดีมากขึ้น เพราะขณะที่ทำการเต้นแอโรบิค จะมีการสูดหายใจเยอะขึ้น ทำให้ได้รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย ไปช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานมากขึ้น ทำให้หลายๆคนเลือกที่จะเต้นแอโรบิคลดความอ้วน แทนการออกกำลังกายหนักๆชนิดอื่น 
  • ระบบไหลเวียนเลือด และการทำงานของหัวใจแข็งแรงขึ้น เพราะการเต้นแอโรบิคจะขยับร่างกายทุกส่วน ทำให้เลือดมีการไหลเวียนผ่านร่างกายได้ดี อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้หัวใจได้ฝึกบีบและคลายตัวอยู่บ่อยๆ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ และสามารถสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆในร่างกายได้ดี 
  • ลดอัตราเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง เพราะเมื่อหัวใจมีแรงสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนไปตามจุดต่างๆของร่างกายได้เต็มที่ ทำให้ไม่มีการไปอุดตันตามเส้นเลือด ความดันโลหิตก็จะเป็นปกติ 
  • ลดน้ำตาลในเลือด เพราะการเต้นแอโรบิคช่วยเพิ่ม HDL ที่จะช่วยลดค่าน้ำตาลในเลือดส่วนเกิน ที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน 
  • ระบบการหายใจดีขึ้น เพราะปอดจะมีการขยายเพื่อรับปริมาณออกซิเจนที่ได้รับมากขึ้นขณะที่ออกกำลังกาย 
  • ลดความเครียด เพราะขณะที่เต้นแอโรบิค เราจะจดจ่อกับท่าเต้นและการเต้นให้ทันตามจังหวะ ทำให้ลืมภาวะความเครียดที่มีอยู่
  • รู้สึกผ่อนคลาย เพราะร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุข เอนโดรฟิน ออกมาขณะเต้นแอโรบิค ทำให้ร่างกายรู้สึกดีและผ่อนคลาย

ข้อเสีย

  • การเต้นแอโรบิค ท่าทางประกอบจังหวะ จะมีการเต้นขึ้น-ลง ทำให้เกิดแรงกระแทกต่อบริเวณข้อต่อ อย่างข้อเท้าและข้อเข่ามาก จึงต้องระวังเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่มีอาการกระดูกสันหลังคด ปวดหลัง หรือมีปัญหาเรื่องหมอนรองกระดูก เพราะการก้มจะทำให้ข้อต่อถูกบิดมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท หรือทำให้กล้ามเนื้อขาชาและอ่อนแรง ข้อเท้าพลิก แพลง หรือปวดหลังบริเวณบั้นเอว จนอาจมีอาการปวดร้าวลงขาและน่อง หรืออาการบาดเจ็บหัวเข่า เพราะการเต้นแอโรบิค แรงกระแทกแบบต่างๆ หรือการลงน้ำหนักที่ผิดวิธี หรือมีการใช้แรงกระแทกตรงจุดเดิมซ้ำๆ เป็นเหตุทำให้เกิดการอับเสบ 

ดังนั้นจึงต้องมีข้อควรระวังในการเต้นแอร์โรบิค สำหรับผู้ที่ข้อจำกัดบางอย่าง เช่น โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือผู้สูงวัย ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ จะต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่ประจำ ให้แน่ใจว่าสามารถทำการเต้นแอโรบิคได้ หรืออาจหลีกเลี่ยงท่าเต้นแอโรบิคบางท่า ที่อาจส่งผลกระทบและเกิดอันตรายได้

การเต้นแอโรบิค มีกี่ขั้นตอน

1.Warm Up การอบอุ่นร่างกาย จะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะทำงานหนัก โดยการยืดเส้นอวัยวะในส่วนต่างๆ เป็นการเพิ่มอุณหภูมิภายใน เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และเป็นการเตรียมข้อต่อและกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่น ต่อการรับแรงเคลื่อนไหวของร่างกาย ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะทำการเต้นแอโรบิค

2.Stretching การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ให้ทั่วร่างกาย และเคลื่อนไหวข้อต่อต่างๆ เพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ มีความปลอดภัยการเต้นแอโรบิค และควรใช้จังหวะในการประกอบระหว่าง 135-140 BPM

3.Aerobic  Workout ช่วงแอโรบิค หรือ ช่วงงาน ใช้เวลาประมาณ 20-40 นาที ในการเผาผลาญพลังงาน ไขมันใต้ผิวหนังที่สะสม และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ โดยการทำกิจกรรมเต้นแอโรบิค จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของความสามารถส่วนบุคคล เพราะประสิทธิภาพแต่ละคนจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเพื่อให้ได้รับประโยชน์การเต้นแอโรบิคได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย ผู้เต้นจะต้องรู้ความสามารถและข้อจำกัดของตนเอง และผู้นำเต้นจะต้องใช้นำท่าที่เหมาะสมกับสมาชิกในกลุ่มเต้น และจังหวะดนตรีประกอบระหว่าง 140-160 BPM 

4.Cool Down ช่วงลดงานเพื่อปรับสภาพ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในการลดจังหวะท่าประกอบการเต้น เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจ การสูบฉีดเลือดที่ค่อยๆปรับสภาพ ให้ลดลงจนเกือบอยู่ในสภาพปกติ โดยจังหวะดนตรีที่เลือกใช้ประกอบ ควรมีจังหวะระหว่าง 155-140 BPM

5.Floor  Work บริหารเฉพาะส่วน ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในการเพิ่มประสิทธิภาพกล้ามเนื้อในแต่ละส่วนที่ต้องการเฉพาะ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ รวมถึงอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับคืนสู่สภาพปกติ  ควรใช้ดนตรีที่มีจังหวะระหว่าง 120-135 BPM ประกอบในการเต้นช่วงสุดท้าย เพื่อให้ร่างกายมีความผ่อนคลาย และค่อยๆปรับเข้าสู่สภาพปกติในที่สุด 

การเต้นแอโรบิคมีกี่แบบ

1. Low impact aerobic dance การเต้นที่มีแรงกระแทกต่ำ โดยมีการกระแทกระหว่างร่างกายกับพื้นบ้างเล็กน้อย หรือแทบจะไม่มีเลย เช่น การเดิน การย่อเข่า เป็นต้น ซึ่งท่าเต้นที่มีแรงกระแทกต่ำและนิยมนำมาเต้นมีหลากหลายท่าด้วยกัน เช่น

  • Walking การเดิน คือ การก้าวเื้าไปทิศทางที่เคลื่อนที่ไป โดยถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปอีกเท้าหนึ่ง ซึ่งอาจเดินไปข้างหน้า ข้างหลัง หรือเดินเป็นรูปตัว L 
  • Marching หรือ มาร์ชชิ่ง การย่ำเท้า คือ การย่ำเท้าอยู่กับที่ โดยการย่ำเท้าจะมี 2 แบบ คือ การย่ำเท้าแบบกว้าง ที่เรียกว่า Marching Out และ การย่ำเท้าแบบแคบ Marching In
  •  Step Touch ก้าวแตะ คือ การยกเท้าข้างหนึ่งไปด้านข้าง แล้วยกเท้าอีกข้างไปแตะ ทำเช่นนี้สลับกัน โดยอาจเป็นการก้าวแตะอยู่กับที่ หรือก้าวแตะเป็นรูปตัว L 
  • Grapevine การเต้นแอโรบิคท่าเกรปวาย คือ การก้าวไขว้ขาแตะไปด้านหน้าหรือด้านหลัง สามารถทำได้หลายแบบ ทั้งการทำเกรพวายรูปตัว L การทำเกรฟวายแบบซิกแซก หรือการทำเกรพวายธรรมดา
  • Squats สควอท  คือ งอเข่า 2 ข้างในระดับ 90 องศา เป็นการนั่งยองๆ เหมือนการนั่งเก้าอี้ โดยนั่งให้มุมสะโพกและเท้าเป็นมุม 90 % อย่านั่งให้สะโพกชิดส้นเท้า เพราะเอ็นหรือกระดูกอ่อนที่หัวเข่าจะยืดมากเกินไป จนทำให้เข่าเจ็บ

    2.High impact aerobic dance การเต้นที่มีแรงกระแทกสูง เป็นการเต้นที่มีความเคลื่อนไหวของร่างกายที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น การกระโดดลอยตัวแล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองข้าง เป็นต้น ท่าเต้นของประเภทนี้ที่นิยม เช่น 

  • Twist การบิดสะโพก
  • Leap กระโจน
  • Jog  การวิ่ง
  • Hop  กระโดดลงด้วยเท้าข้างเดียว
  • Jump  กระโดดลงด้วยเท้า 2 เท้า
  • Jumping Jack หรือ การกระโดดตบ  กระโดดขาแยก-ชิด
  • Pendulum การทำลูกตุ้มนาฬิกา
  • Ponyกระโดดย่ำเท้าข้างละ 2 จังหวะ

3.Multi impact aerobic dance รูปแบบการเต้นแอโรบิคที่มีแรงกระแทกหลากหลาย มีความเคลื่อนไหวของแรงกระแทกต่ำและสูงผสมผสานกัน การจะใช้แรงกระแทกต่ำหรือสูง จะขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของตัวผู้เต้น และจังหวะเพลงที่ใช้ประกอบการเต้นแอโรบิค การเลือกเพลงของผู้นำเต้น และการนับจังหวะแอโรบิคจึงนับว่าสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้เต้น 

4.No impact aerobic dance การเต้นที่ปราศจากแรงกระแทก ซึ่งจะมีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ไม่มีแรงกระแทกร่างกายกับพื้นเลย เช่น การเต้นแอโรบิคในน้ำ เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่มีข้อจำกัดในการออกลังกายหนัก แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์ และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้เชี่ยวชาญ 

เมื่อทำความรู้จักการเต้นแอโรบิคกันคร่าวๆ และรู้ข้อจำกัดในการออกกำลังกายประเภทแอโรบิคแล้ว ก็ควรตรวจสอบสมรรถภาพและขีดจำกัดของร่างกายตนเอง ก่อนออกกำลังกายทุกประเภทเสมอ เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอย่างปลอดภัย 

You may also like

Business

ปัญหาระบบไฟฟ้าอะไรบ้างที่พบได้บ่อยในโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมบอกแนวทางแก้ไข

post-image

อีกปัญหาหนึ่งที่โรงงานอุตสาหกรรมมักจะพบกันบ่อยคือ ระบบไฟฟ้า ทั้งในเรื่องของ ไฟตก ไฟเกิน ไฟกระโชก รวมไปถึงสัญญาณรบกวน ส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงาน ที่มักมีความไวต่อความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าได้สูงมาก ซึ่งความรุนแรงนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่กระทบเพียงเล็กน้อยโดยไม่ส่งผลใด ๆ จนถึงสร้างความเสียหายต่อกระบวนการผลิต ส่งผลต่อระบบธุรกิจ และ การชำรุดเสียหายของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในโรงงาน หรืออาจรุนแรงจนก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน 

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว จึงต้องมีการติดตั้ง Surge Protection หรือ ระบบกันไฟกระชาก โดยสามารถเรียกได้หลายชื่อ Surge Protection Device (SPD),Surge Suppression Equipment (SSE) หรือ Transient Votage Surge Suppressor (TVSS)

ไฟตก (Voltage dip) 

ไฟตก คือ การที่แรงดันไฟฟ้าลดต่ำลงจากปกติ ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งสังเกตได้จากไฟฟ้ามีอาการติด ๆ ดับ ๆ โดยสาเหตุไฟตกเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น 

  • มีการใช้ไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์หมุนรอบสูง 
  • สภาพอากาศ เช่น ฝนตกหนัก มีพายุ 
  • กระแสไฟฟ้าไหลลงดิน 
  • ตัวนำไฟฟ้าภายในโรงงานมีปัญหา เข่น ชำรุด หรือ ไฟช็อต 

ทำให้แรงดันไฟฟ้าในสายส่งของการไฟฟ้าลดต่ำลง ส่งผลให้การทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หยุดชะงักในการทำงาน และอาจเกิดความเสียหายได้ และหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ จะทำทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้าลดลงและเสื่อมเร็วขึ้น โดยเฉพาะ มอเตอร์ของอุปกรณ์ไฟฟ้า 

วิธีการแก้ปัญหาระบบไฟฟ้าตก: ติดตั้งอุปกรณ์กันไฟตก Voltage Protection หรือ ติดตั้งเครื่องรักษาระดับแรงดัน Automatic Voltage Stabilizer เพื่อช่วยในการคอยปรับแรงดันไฟฟ้าให้มีความสม่ำเสมอ ป้องกันความเสียหายเครื่องไฟฟ้าภายในโรงงาน โดยข้อดีของการใช้เครื่องสเตบิไบเซอร์ คือหมดปัญหาเรื่องไฟตก และยังมีประสิทธิภาพสูง สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องมีคนคอยเฝ้าเปิด –  ปิด เครื่อง 

ไฟดับ (power outage) 

ไฟดับ คือ การที่กระแสไฟฟ้าหยุดไหล ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพียงเฉพาะจุดหรืออาจเกิดเป็นวงกว้าง โดยสาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากไฟฟ้าลัดวงจรในสายส่งกระแสไฟการไฟฟ้าฯ หรือเกิดปัญหากับสายส่งการไฟฟ้าฯ…

Read More
Health Politics

เมื่อรัฐบาลอาจต่อโควตานำเข้าขยะเศษพลาสติก ส่งผลต่อชีวิตคนไทยอย่างไร?

post-image

การนำเข้าขยะรีไซเคิลของรัฐบาล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตคนไทยอย่างไร และจะมีกลุ่มคนมากน้อยแค่ไหนที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง? 

(more…)
Read More
Blog Lifestyle Travel

ตกเครื่อง ทำไงดี เรามีวิธีมาบอก

post-image

สายชีพจรลงเท้าคนไหนเคยมีประสบการณ์ “ตกเครื่อง” บ้าง? แล้วทำอย่างไรในการแก้ไขสถานการณ์กันบ้างคะ 

(more…)
Read More
Business Lifestyle

เมื่อ เมกะทรอน ในโลกภาพยนต์ สู่ เมกะเทรนด์ ในโลกความเป็นจริง

post-image

หุ่นยนต์ขายกาแฟ หรือ ตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ ที่สร้างปรากฏการณ์ในกลุ่มคนเมือง จนต้องเข้าแถวยาวเหยียด เพื่อรอใช้บริการนวัตกรรมใหม่ ที่ทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นแคชเชียร์อัตโนมัติ ตู้เก็บค่าที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า ที่เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว สามารถทำงานได้ดีไม่ต่างไปจากการทำงานของพนักงานที่เป็นมนุษย์ หรือแม้แต่การกำจัดขยะที่เป็นตัวช่วยทุ่นแรงงานคนไปได้อย่างมากและสามารถทำได้เองที่บ้าน

ระบบอัตโนมัติ ที่มีการทำงานของระบบจาก AI กำลังจะมีอิทธิพลในหลายๆด้านของโลกเข้าไปทุกที แต่ถึงแม้ว่าการนำ AI มาใช้งาน จะไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วในปัจจุบัน แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นและจะมีผลอย่างไรต่อโลกของเราในอนาคต หากผู้บริโภคยอมรับและมีการตอบสนองในการใช้งานระบบหุ่นยนต์มากกว่าระบบแมนนวลอย่างแรงงานคน? 

เมื่อกระแสอัตโนมัติหรือระบบกลไกต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาประสิทธิภาพควบคู่ไปกับเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของคนยุคดิจิทัล มีแนวโน้มที่กำลังจะครองอิทธิพลในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สังคมอย่างการสื่อสารทางโลกออนไลน์ หรือทางการแพทย์ และด้านสุขภาพ เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงระหว่างคนสู่คนในช่วงสถานการณ์โรคระบาด จึงปฏิเสธได้ยากว่า ระบบอัตโนมัติ จะมีส่วนที่เชื่อมโยงกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้    

สัญญาณที่กำลังจะบ่งบอกว่า Mega Trends จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งน่าจับตามองโดยเฉพาะในด้านธุรกิจ ตั้งแต่ช่วงปี 2022 – 2025 โดยเทรนด์หลักที่จะส่งผลต่อทิศทางธุรกิจ ที่อาจมีโอกาสได้เห็นภายในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งไม่น่าเกิน ปี 2025 ที่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจทั้งหลายควรเตรียมตัวที่จะเรียนรู้ เพื่อความพร้อมในการรับมือ สำหรับพลิกโอกาสให้เป็นผู้นำเทรนด์ทางการตลาด ไม่ถูกสลัดตกหลังม้า หรือปล่อยให้คู่แข่งแซงหน้าเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน เทคโนโลยีเมกะเทรนด์สุดล้ำที่น่าจับตามอง และไม่ควรพลาดการติดตามข่าวสาร ได้แก่

1.Automation

ระบบอัตโนมัติ หรือ Automation คือ ระบบควบคุมที่สามารถทำงานได้เอง โดยผ่านการวางโปรแกรมไว้ เพื่อช่วยในการสั่งงาน รับงาน กำหนดงานต่างๆ ให้เป็นไปตามระบบอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกล่าวง่ายๆก็คือ การนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาทำงานแทนคนนั่นเอง 

Oxford, McKinsey รวมไปถึงบริษัทอื่นๆ ได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2025 อาจเป็นยุคของเทรนด์ AI (Artificial Intelligence) ที่ผสมผสานกับการทำงานของมนุษย์ เรียกว่า “hybrid AI” และมีแนวโน้มว่าในบางสายงานอาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ทั้งหมด อาจทำให้สายงานบางอาชีพ และงานกว่าหลายล้านตำแหน่งหายไปภายในปี 2030 แต่ก็อาจมีอาชีพใหม่ๆสำหรับมนุษย์เกิดขึ้นเช่นกัน 

Business Lifestyle

เลือกการยืนยันตัวตนแบบ 2 ชั้น ในเฟซบุ๊กแบบไหนดี 

post-image

เมื่อเฟซบุ๊กให้มีการยืนยันตัวตนแบบ 2 ชั้น เพื่อเป็นการป้องกันถูกแฮกบัญชีของผู้ใช้งานตัวจริง โดยทางแอป Facebook เอง ได้มีการแจ้งเตือนให้ตั้งค่าเปิดใช้งาน Facebook Protect มาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เมื่อเดือน ตุลาคม 2021 และหากไม่มีการเปิดใช้งานดังกล่าว บัญชีอาจถูกล็อคและเข้าใช้งานไม่ได้ ซึ่งหลักใจสำคัญของการยืนยันตัวตน 2 ชั้น นี้ มีให้เลือกหลายแบบ มาดูกันว่า ในแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไรบ้าง 

ก่อนจะไปดูว่าการยืนยัน 2 ชั้น บนเฟสบุคมีแบบไหนบ้าง เรามาทำความเข้าใจเรื่องของการยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA) คืออะไร กันก่อน

การยืนยันตัวตน 2 ชั้น หรือ 2FA ย่อมาจาก two-factor authentication คือ ระบบที่ช่วยป้องกันการถูกแฮกบัญชี ด้วยการยืนยันตัวตนถึงการเป็นผู้ใช้บัญชีตัวจริง ด้วยปัจจัยที่แตกต่างกัน 2 ปัจจัย โดยส่วนใหญ่ในขั้นตอนแรกจะเป็นการกรอกรหัส เมื่อผ่านเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง จะต้องใส่รหัสหรือกรอกข้อมูลตอบคำถามให้ถูกต้อง จึงจะเข้าสู่ระบบและสามารถใช้งานบัญชีได้ โดยปัจจัยการเข้ารหัสชั้นที่สองนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 

1.สิ่งที่คุณรู้ (Something you know) เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้เท่านั้นที่รู้ เช่น usename – password , Pincode  รูปแบบ Pattern บนมือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์  รวมไปถึงรหัสคำตอบจากคำถามลับ

2.สิ่งที่คุณมี (Something you have) สิ่งที่ผู้ใช้บริการเท่านั้นครอบครอง เช่น Sim card โทรศัพท์ การได้รับ OTP 

3.สิ่งที่คุณเป็น (Something you are) ข้อมูลชีวมิติ (biometric data) ของผู้ใช้บัญชี เช่น ลายนิ้วมือ สแกนม่านตา 

หากมีการตั้ง 2FA และเมื่อโทรศัพท์เราหาย หรือถูกขโมย และอาจมีคนเห็นเราใช้รหัสและจดจำเพื่อจะใช้เครื่องเมื่อเราเผลอ แต่แฮกเกอร์ก็จะไม่สามารถเข้าใช้บัญชีของเราได้ เพราะคนอื่นจะไม่มีรหัสชั้นที่ 2 และเป็นไปได้น้อยมาก ที่เขาจะสามารถทำการเข้าถึงบัญชีของเรา ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น  

การยืนยันตัวตนแบบ…

Read More
Lifestyle Business Health

ทริคประหยัดค่าไฟ ทำได้ง่าย เซฟมันนี่ได้ชัวร์ 

post-image

เพราะเราเป็นคนมีค่า … ค่าห้อง ค่ากิน ค่าบัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ สารพัดค่า เหล่านี้แหล่ะ ที่ทำให้เราทุกคนล้วนเป็นคนมีค่า แล้วแต่ละเดือนค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่น้อยๆ ยิ่งเมืองไทยมีความร้อนเป็นทุน และมีแนวโน้มจะร้อนขึ้นทุกปี จนต้องเปิดแอร์กันทั้งวันทั้งคืน ค่าไฟก็ทะลุเพดานอย่างไม่ปราณีกันเลย เรามีทริคประหยัดค่าไฟแบบง่ายๆ ที่ทำตามแล้ว ค่าไฟลดลง ช่วยเซฟมันนี่ เซฟโลกได้ด้วยนะ 

1. จัดห้องให้โปร่งโล่ง แต่งห้องให้สว่างเข้าไว้ 

เพราะห้องที่ข้าวของไม่รก ของไม่มากจนเกินไป จะทำให้อากาศ มีการหมุนเวียนได้มากขึ้น ห้องก็จะไม่ร้อนเกินไป แอร์ทำงานน้อยลง อาจลองแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ก็ไม่เลวเลยนะ และการแต่งบ้านด้วยสีโทนสว่าง ก็จะช่วยลดการใช้พลังงานไฟ ไม่ต้องเปิดไฟตลอดวัน 

2. ทำความสะอาดหลอดไฟ 

การทำความสะอาดหลอดไฟ จะช่วยให้แสงสว่างเพียงพอต่อการใช้งาน การที่มีฝุ่นเกาะหลอดไฟ และไปปิดตรงที่ระบายความร้อน จะยิ่งให้หลอดไฟทำงานหนักขึ้น ค่าไฟก็ทำงานหนักขึ้นด้วย 

3. ทำความสะอาดตู้เย็นเสมอ 

กำจัดของหมดอายุออกจากตู้เย็น อย่าปล่อยให้ตู้เย็นรก อาหารที่หมดอายุ หรืออะไรที่ไม่ควรใส่ตู้เย็น ก็ไม่ควรใส่เข้าไป แบบกินไม่หมดก็ยัดเข้าตู้เย็นไว้ก่อน เพราะมันจะทำใ้หตู้เย็นรก กระจายความเย็นได้ไม่เต็มที่ เครื่องทำงานหนักขึ้น 

4. ซักผ้าและรีดผ้าครั้งละจำนวนมาก 

กรณีที่ใช้เครื่องซักผ้า ควรรวบรวมซักเครื่องต่อครั้งให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการรีดผ้า เพราะการเสียบปลั๊กใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ จะค่อนข้างกินไฟ จึงแนะนำว่า ซักสัปดาห์ละครั้งละ 1-2 ครั้ง และควรรีดผ้าในจำนวนเยอะ ๆ / ครั้ง 

Business Lifestyle Travel

เที่ยวนครศรีธรรมราช สูดโอโซนเมืองใต้ หรอยจังหู้วว!

post-image

หากพูดถึงเที่ยวภาคใต้ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงทะเล หรือเมืองท่องเที่ยว อย่าง ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามีอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และเมืองใต้ก็ไม่ได้มีดีเพียงแค่ ทะเล เท่านั้น แต่ยังคงมีความสวยงามทางวัฒนธรรมท้องถิ่น สถานที่ อาหาร และน้ำใจของผู้คน 

“นครศรีธรรมราช” จังหวัดที่มีฉายาในอดีตว่า เมืองคนดุ แต่นั่นก็เป็นเพียงฉายาในอดีต แต่ในความเป็นจริง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอีกจังหวัดที่น่าเที่ยว เป็นเมืองแห่งภูเขา น้ำตก ลำธาร และฟ้าคราม มีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด เราจึงได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวนครศรีธรรมราช เพื่อชี้เป้าให้คุณได้ไปลองสัมผัสบรรยากาศ สถานที่ วัฒนธรรม และผู้คน แห่งเมืองใต้ … ไม่แน่นะ หากได้ลองไปเที่ยวแล้ว คุณอาจร้องเพลง “โอ่ โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา แม่น้ำ ภูเขา ทะเล กว้างไกล อย่าไปไหน กลับใต้บ้านเราๆ” 

ที่เที่ยวในนครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร 

มาถึงเมืองนครศรีฯ เมืองพระ มั่นอยู่ในสัจจะ ศีลธรรม กอปรกรรมดี ก็ต้องแวะกราบไหว้สักการะ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หรือที่ชาวนครเรียกว่า “วัดพระธาตุ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ และตราประจำจังหวัดของนครศรีธรรมราชกันก่อน วัดมหาธาตุฯ เป็นวัดอารามหลวง หรือวัดเจดีย์พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ซึ่งพระบรมธาตุเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 

นอกจากเป็นวัดที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวนครศรีฯแล้ว ยังโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ภายในมีองค์พระบรมธาตุเจดีย์ มียอดเจดีย์หุ้มทองคำแท้ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ พระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย) โดยตามตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช กล่าวไว้ว่า เจ้าชายธนกุมารและพระนางเหมชาลา เป็นผู้นำเสด็จพระบรมธาตุมาประดิษฐานไว้ ณ หาดทรายแก้ว และสร้างเจดีย์องค์เล็กๆ เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไม ภายในบริเวณวัดรายล้อมไปด้วยเจดีย์น้อยใหญ่ และเจดีย์มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ทั้งที่อยู่เมืองใต้แท้ๆ นอกจากนี้ยังมีความน่าอัศจรรย์ใจอีกอย่งหนึ่ง ที่นับเป็นอันซีนไทยแลนด์ นั่นคือ องค์พระธาตุจะไม่ทอดเงาลงพื้น แม้ว่าจะแสงอาทิตย์กระทบทางใด ก็จะไม่มีได้เห็นเงาพระธาตุอยู่บนพื้น นับว่าเป็นความน่ามหัศจรรย์ใจ และเป็นที่มาของผู้คนเรียกพระธาตุว่า “พระธาตุไร้เงา”

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมี ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ คือ การนำผ้าผืนยาวขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นประเพณีประจำปีที่สืบทอดกันมานาน โดยชาวนครศรีธรรมราชจะช่วยกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา เพื่อรวบรวมเงินนำไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันเป็นผ้าผืนยาวนับพันหลา แล้วร่วมใจจัดขบวนแห่ผ้าขึ้นไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ โดยผ้าที่นำไปขี้นห่มพระบรมธาตุนี้เรียกว่า “ผ้าพระบฎ” (พระบต) นิยมใช้ผ้าสีขาว สีเหลือง และสีแดง…

Read More
Lifestyle Blog Business

คู่เลขมงคลโทรศัพท์: เลขไหนเหมาะกับคุณ?

post-image

รอบๆ ตัวเราล้วนแต่เกี่ยวข้องกับ “ตัวเลข” ทั้งนั้น ตั้งแต่วันเดือนปีเกิด บัตรประชาชน เลขที่บ้าน เลขทะเบียนรถ หรือแม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์ ทุกอย่างสามารถกลายเป็นตัวเลขมงคลได้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนไทยมีความเชื่อในศาสตร์ของตัวเลขมานาน และยังคงมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดูได้จากการหาฤกษ์ยามงานมงคลแทบทุกงาน ก็ยังคงต้องอิงการใช้ตัวเลขเข้ามาประกอบ

คนในยุคปัจจุบันให้ความสนใจในด้านของเลขมือถือมงคลกันมากขึ้น ไม่ต่างจากตัวเลขมงคลอื่นๆ และสำหรับใครที่เป็นสายมูเตลูตัวจริง หรือแม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการสายมู และกำลังมองหาเลขโทรศัพท์มงคล หรือต้องการเปลี่ยนเบอร์มือเป็นเลขสวยด้วยคู่เลขมงคล เราก็มีเรื่องของเลขมือถือมงคลมาฝากในบทความนี้ แต่ด้วยศาสตร์ตัวเลขเบอร์โทรศัพท์มีหลายแขนง เราจึงคัดเลือกของเลขคู่เบอร์มงคล ที่มีแล้วดีใช้แล้วปังในเรื่องใดบ้าง 

แต่ก่อนอื่นเรามาดูการเปรียบเทียบความหมายของตัวเลขแต่ละตัวกันก่อน 

ความหมายของตัวเลขมงคล

เลข 0 : เชื้อโรค , ไวรัส 

เลข 1 : ผู้นำ , พระอาทิตย์ 

เลข 2 : ผู้หญิง , พระจันทร์ 

เลข 3 : นักรบ , นักสู้ 

เลข 4 : การเจรจา คำพูด 

เลข 5 : สติ , ความยุติธรรม 

เลข 6 : เสน่ห์ , ความรัก 

เลข 7 : ความอดทน 

เลข 8 : ความเล่ห์เหลี่ยม , ยักษ์ 

เลข 9 : สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

เมื่อเรารู้ความหมายของตัวเลขแต่ละตัวแล้ว ทีนี้เรามาดูเลขคู่มงคลกันบ้าง

คู่เลขมงคล