Blog Health

ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ เมื่อทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ด้วยเครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้า 

ปัญหาที่ทุกบ้านมีเหมือนกัน คงหนีไม่พ้นคือ ขยะเศษอาหาร ที่กินเหลือ กินไม่หมด ยิ่งใครที่เป็นพ่อครัว แม่ครัว หรือชอบทำอาหารทานเอง ขยะเปียก ในครัว เป็นอะไรที่ยุ่งยากจริงๆ เพราะวุ่นวายทั้งการเก็บกวาด กลิ่นหมักหมมเหม็นเน่า หากจัดเก็บทิ้งไม่ดี ถ้าหากช่วงไหนปล่อยทิ้งไว้ เพราะเหนื่อยจะเก็บกวาด หรือแค่ขอแว๊บไปพักสักเดี๋ยว แล้วค่อยมาเก็บทิ้ง เก็บล้าง … กลับมาอีกที มดเอย แมลงสาบเอย หนูเอย มาเดินขบวน เหมือนเป็นรันเวย์เสียอย่างนั้น เชื่อว่าขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ กำลังนึกย้อนเหตุการณ์ และ ใช่! เคยเจอเหมือนกัน 

เพราะเราเองก็เป็นอีกคนที่ชอบทำอาหารทานเอง บางครั้งก็มีสั่งซื้ออาหารสำเร็จมาทาน แต่ไม่ว่ารูปแบบไหน ก็หนีไม่พ้นขยะเศษอาหารอยู่ดี ช่วงเวลาที่น่าเบื่ออย่างหนึ่งสำหรับเรา คือ หลังกินทุกอย่างจนอิ่ม ต้องรีบเก็บขยะใส่ถุง ซ้อนแล้วซ้อนอีก เพื่อป้องกันกลิ่น การรั่วซึม ทำให้สิ้นเปลืองถุงขยะไปไม่น้อย และเหตุที่ต้องรีบจัดการขยะเศษอาหารทันที เพราะมดที่ห้องเยอะมากนั่นเอง และด้วยที่เราปลูกผักริมระเบียง ทำให้ทุกครั้งที่ต้องทิ้งเศษอาหารในแต่ละครั้ง นึกเสียดายทุกครั้งไป เพราะรู้ดีว่า เศษอาหารเหล่านี้ มีค่าในการนำไปทำปุ๋ยหมัก เป็นอาหารชั้นยอดให้กับผักริมระเบียงได้ แต่…การทําปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ในพื้นที่เล็กๆในห้องเช่า มันไม่ง่ายเลย เรียกได้ว่า ยากมาก! 

วิธีทําปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร มีหลายวิธีด้วยกัน ทั้งการขุดหลุมฝังกลบ เพื่อให้เศษอาหารได้ทำการย่อยสลาย ช่วยบำรุงดิน เพิ่มธาตุอาหารให้ต้นไม้  หรือการทำถังหมักเศษอาหาร ให้เป็นปุ๋ย และน้ำหมัก  ซึ่งตัวน้ำหมักเศษอาหารนี่แหล่ะ นำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างเลยทีเดียว ทั้งด้านการเกษตร และด้านทำความสะอาด อ่านแล้วน่าสนใจ จึงศึกษาดูการทำถังหมักเศษอาหารในบ้าน รวมไปถึงวิธีการทําปุ๋ยจากเศษอาหาร ซึ่งสรุปคร่าวๆแล้ว มีขั้นตอนดังนี้ 

การหมักเศษผัก และขยะสด ด้วยถังหมักเศษอาหารทําเอง   

อุปกรณ์และวัตถุดิบที่ต้องใช้ : ถังพลาสติก (สำหรับทำถังหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร) ถุงปุ๋ยหรือถุงตาข่าย น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล หัวเชื้อจุลินทรีย์ น้ำสะอาด ขยะเศษอาหารในบ้าน 

ขั้นตอนการทําปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร : นำเศษผักผลไม้ และเศษอาหารต่างๆ คลุกเคล้ากับหัวเชื้อจุลินทรีย์ น้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล (กากน้ำตาลมีความข้น จึงใช้เวลากวนค่อนข้างนาน) กวนจนส่วนผสมเข้ากันดี ก็นำใส่ถุงปุ๋ย หรือถุงตาข่าย แล้วนำไปวางลงในถังพลาสติก และปิดฝาให้มิดชิด ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10-12 วัน จะมีน้ำจุลินทรีย์ซึมออกมา จากนั้นเติมน้ำลงไปอีกประมาณ 5 เท่า ของน้ำจุลินทรีย์ที่ได้ กดกากอาหารให้จมน้ำ เพราะถ้าปล่อยให้กากลอย อาจทำให้เกิดกลิ่นเหม็น และไม่ได้น้ำหมักที่มีคุณภาพ โดยน้ำหมักจากเศษอาหารที่ได้ จะมีสีน้ำตาล กลิ่นหวานอมเปรี้ยว ก่อนจะนำไปใช้งาน ต้องผสมน้ำก่อน 1ชต. / 5 ลิตร ถึงจะนำไปใช้รดน้ำต้นไม้ ส่วนกากก็นำไปตากแห้ง สำหรับทำเป็นปุ๋ยโรยต้นไม้ แต่ข้อควรระวังก็มี ถ้าน้ำหมักยังหมักไม่ได้ที่ น้ำตาลที่หมักจะยังเป็นกรดอยู่ ซึ่งเป็นพิษต่อพืช 

การขุดหลุมหมักเศษอาหาร : ขุดหลุมชั้นแรก ให้กว้างกว่าก้นถัง ประมาณ 10 ซม. จากนั้นขุดหลุมชั้น 2 เล็กกว่าก้นถัง 5 ซม. ลึก 30 ซม. วางถังลงในหลุม แล้วกลบดินให้ดี ป้องกันแมลงและหนู แล้วนำเศษอาหารใส่ถัง ปิดฝาให้สนิท ใช้ดินรอบๆกลบหลุม ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1-3 เดือน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่นำไปใช้ได้ 

แต่ทุกวิธีการทําปุ๋ยหมักจากเศษอาหารที่ว่าทั้งหมดนี้ ล้วนแต่ต้องใช้บริเวณ และพื้นที่สำหรับการหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร ซึ่งแน่นอนว่า ห้องเช่าเล็กๆอย่างเรานั้น ไม่สามารถทำได้ เรายังคงสืบเสาะหาข้อมูลต่อไป มีการรีวิวและจำหน่ายถังหมักปุ๋ยจากเศษอาหารง่ายๆ แบบ D.I.Y ที่เราไม่ต้องประดิษฐ์เอง และราคาก็ไม่แพงมากนัก ซึ่งเจ้าถังหมักปุ๋ยเศษอาหาร จะมีขนาดเล็กพอจะวางตรงระเบียงได้ เพราะมีขนาดพอๆกับกล่องเครื่องมือช่าง โดยข้างในจะมีท่ออากาศ ไว้สำหรับให้อากาศเข้ามาทำการย่อยเศษอาหาร และ Compost Starter  การทำก็ไม่ได้ยากสำหรับเรานะ เพียงแค่เทเศษอาหารต่างๆลงถัง พร้อมตัวเร่งเชื้อ และน้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วปิดฝา ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน หรือ 1 เดือน ถึงจะนำมาใช้เป็นปุ๋ยได้ และระหว่างที่มันทำการย่อยนั้น จะมีทั้งเชื้อรา หนอน ภายในถังหมัก ซึ่งเขายึนยันว่า ไม่มีกลิ่นเหม็น แต่ก็ไม่เหมาะกับสภาพที่อยู่อาศัยของเราอยู่ดี แถมเรื่องกลิ่นและความสะอาด ต้องระวังเป็นพิเศษ สำหรับห้องเช่า หรือ คอนโดในแหล่งชุมชน ถ้าไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนบ้าน และโดนเพ่งเล็งจากนิติบุคคล 

ไม่ละความพยายาม ยังคงหาข้อมูล เพื่อหาตัวช่วยที่ดี และเหมาะสมกับห้องที่มีพื้นจำกัด และอยู่ในเมือง ที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนบ้าน ร่วมคอนโดเดียวร้อยกว่าชีวิต มันต้องมีหนทาง ให้เราได้ทำปุ๋ยหมักเศษอาหาร ที่ง่ายและสะดวก ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ ในที่สุดก็พบ เครื่องหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร ที่เขาเคลมว่า เป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ที่ช่วยกำจัดเศษอาหาร และเปลี่ยนสารอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ย ที่มีธาตุอาหารสำหรับพืชครบถ้วน ภายใน 24 ชม.โดยไม่ต้องเสียเวลารอนานเป็นเดือนๆ ยิ่งไปกว่านั้น ความกระทัดรัดของมัน ที่จะวางมุมไหนของห้องก็ได้ เคลื่อนย้ายก็สะดวกสุดๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 18 กิโลกรัม ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเรา เคลื่อนย้ายเองได้สบายๆ  

รู้จักเครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้ากันก่อน 

แค่เริ่มต้นก็ทำให้เราสนใจมากๆ จึงเข้าไปทำการศึกษารายละเอียด ของเจ้าเครื่องหมักปุ๋ยอัตโนมัตินี้ แม้ว่ามันจะมีขนาดไม่ใหญ่ ที่แม้แต่ห้องเช่าเล็กๆ สามารถติดตั้งได้ แต่ประสิทธิภาพของมัน เรียกได้ว่า เกินตัวไปกว่ามากๆ เพราะมันสามารถรองรับเศษอาหารได้ถึง 2 กิโลกรัม / วัน ฟังแค่นี้ดูเหมือนจะน้อย แต่ถ้าปล่อยให้มันทำงานไปเรื่อยๆ มันจะย่อยเศษอาหารที่เติมลงไป ให้หายไปได้ถึง 90% เลยทีเดียว และถึงแม้จะไม่มีการตักปุ๋ย ที่กลายสภาพมาจากเศษอาหารภายในเครื่องมาใช้เลย กว่าเครื่องจะเต็ม ก็ใช้เวลาประมาณกว่า 30 วัน หรืออาจมากกว่า ขึ้นอยู่กับปริมาณขยะเศษอาหารที่เติมลงไปในแต่ละวัน ซึ่งต่อให้มีสมาชิกในบ้าน 4 – 8 คน เครื่องนี้ก็รับมือไหว 

การใช้งานเครื่องยากไหม?

เมื่อจะใช้งานเครื่องทำปุ๋ยจากเศษอาหารไฟฟ้าในครั้งแรกเลย จะต้องเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ ที่มีมาให้พร้อมกับตัวเครื่อง เติมเพียงครั้งเดียว จุลินทรีย์ก็จะมีการเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยตัวของมันเอง จากการย่อยเศษอาหาร และจะเป็นแบบนี้หมุนเวียนเป็นวงจรไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่ต้องคอยเติมเชื้อจุลินทรีย์บ่อยๆ ประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนการใช้งานง่ายมาก ถึงมากที่สุด เพียงแค่แยกน้ำและของแข็งออก เช่น กระดูกสัตว์ โครงไก่ เปลือกหอย เปลือกผลไม้แข็งๆ อย่าง เปลือกมังคุด เปลือกทุเรียน ซังข้าวโพด ฯลฯ จากนั้นจึงเทเศษอาหารลงเครื่อง แล้วกดปุ่มให้เครื่องทำงาน … เพียงเท่านี้เลย แล้วเราก็ไปทำกิจกรรมอื่นต่อ ไม่ต้องเฝ้า ไม่ต้องเติม ไม่ต้องพลิกกองใดๆ ให้วุ่นวาย เด็กๆก็ทำเองได้ และอาจช่วยปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักรับผิดชอบทิ้งขยะด้วยตัวเอง หลังมื้ออาหาร เพราะอาจดูน่าสนุก และสร้างความตื่นเต้น ที่ได้มีส่วนร่วมในการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร และสร้างกิจกรรมให้เขาเรียนรู้ต่อ ด้วยการให้เขานำปุ๋ยที่ได้จากฝีมือตัวเอง (เทเศษอาหารลงเครื่องเอง) ไปบำรุงหรือปลูกต้นไม้ และเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานตัวเอง 

นอกจากจะใช้งานง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน ยังหมดกังวลเรื่องแมลง มด หนู ต่างๆ มากวนใจ เพราะเมื่อจบมื้ออาหาร หลังจากแยกน้ำ แยกของแข็งต่างๆออก ก็เทเศษอาหารที่เหลือลงเครื่องได้ทันที ไร้เศษอาหารและกลิ่นรบกวน สามารถเททิ้งลงเครื่องได้ตลอด เพราะเครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้า ถูกสร้างขึ้นมาจากการเลียนแบบ ระบบการย่อยในกระเพาะอาหารของมนุษย์ ไม่ว่าเราจะกินอาหารเมื่อไร กระเพาะก็พร้อมทำงานตลอดเวลา เจ้าเครื่องนี้ก็เช่นกัน ระบบของเครื่อง และเจ้าจุลินทรีย์ที่อยู่ภายใน พร้อมทำงานทุกเมื่อ เพียงแค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้เหมือนตู้เย็นเท่านั้นเอง 

ทำปุ๋ยจากเศษอาหารด้วยเครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้าเปลืองไฟไหม?

เครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้า นอกจากจะต้องเสียบปลั๊กตลอดเวลาเหมือนตู้เย็น ยังมีระบบการทำงานของเครื่อง ด้วยมอเตอร์รอบหมุนต่ำ ทำให้มีอัตราการใช้ไฟคงที่ ไม่เปลืองไฟ การเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดนี้ เป็นการรักษาอุณหภูมิ ให้มีความเหมาะสมต่อจุลินทรีย์ภายในเครื่อง ไม่ให้มันตาย ไม่ให้เกิดเชื้อรา ให้เครื่องสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องคอยเติมหัวเชื้อ จะเทเศษอาหารทำปุ๋ยเมื่อไรก็ได้ ไม่จำกัดรอบ ไม่จำกัดเวลา

และถึงแม้จะเสียบเครื่องไม่เคยถอดปลั๊กเลย แถมมีการใช้งานแทบทั้งวัน แต่กลับจ่ายค่าไฟ 1xx กว่าบาทเท่านั้น! 

วัสดุสิ้นเปลืองที่ต้องจ่าย? 

จากที่เราหาวิธีมาสารพัด รวมถึงวิธีแบบถังหมักเศษอาหาร ไม่ว่าจะเป็นถังทําปุ๋ยหมักจากเศษอาหารด้วยตัวเอง หรือกล่องหมักเศษอาหารสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายทั่วไป วัสดุสิ้นเปลืองที่เราต้องจ่าย คือ น้ำตาลทราย และหัวเชื้อ ถ้าลองคำนวณดูแล้ว นับว่าไม่น้อยเลยนะ เพราะต้องใช้น้ำตาลทรายแดงคลุกเคล้าเศษอาหารแทบทุกรอบ หัวเชื้อเร่งก็ต้องเติมบ่อย แล้วน้ำตาลทรายแดงก็ราคาขึ้น-ลง บางช่วงราคาน้ำตาลขึ้นสูงมาก ซึ่งมันคงไม่คุ้มเท่าไรนัก กับค่าใช้จ่ายจุกจิก ที่ถ้ารวมๆกันแล้ว อาจจะจ่ายแพงกว่าที่คิด ในขณะที่การหมักปุ๋ยจากเศษอาหารด้วยเครื่องหมักไฟฟ้า มีเพียงการเปลี่ยนหลอด UVC (สำหรับฆ่าเชื้อ และกำจัดกลิ่น) ปีละครั้ง โดยราคาจะมีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันนิดๆ ซึ่งอยู่ในเรทที่จ่ายไหว เพราะปีหนึ่งเปลี่ยนแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ขนาดแอร์ยังต้องทำความสะอาดทุกๆ 6 เดือนเลย หรือเครื่องไฟฟ้าชนิดอื่นที่ต้องคอยเปลี่ยนฟิลเตอร์ทุกๆ 3 เดือนบ้าง  6 เดือนบ้าง ตกเดือนหนึ่งราวๆ 3-4 พันบาท ถ้าเทียบกันแล้ว พูดได้ว่า เครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้า คุ้มกว่ามาก! 

หมักเศษอาหารทำปุ๋ยด้วยเครื่องหมักไฟฟ้าจะมีกลิ่นและเชื้อโรคไหม? 

อีกข้อสงสัยที่เราตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะเคยสัมผัสกับกลิ่นจากการหมักปุ๋ยมาแล้ว บอกได้เลยว่า ไม่ไหวจริงๆ ยิ่งถ้าพักอาศัยในแหล่งชุมชน หรือในตัวเมืองอย่างเรา คงไม่เหมาะแน่ๆ แต่เจ้าเครื่องทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารระบบไฟฟ้า มีการนำเทคโนโลยี ระหว่างระบบ รังสี UVC , Metal Oxidation และ Ozone มาใช้ร่วมกัน ซึ่งระบบ UVC จะช่วยฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และ ยีสต์ โดยการเข้าไปทำลายโครงสร้าง ไปจนถึงองค์ประกอบ DNA ให้เชื้อโรคทั้งหลายตายสนิท และดับกลิ่นเหม็นเน่า จากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ เป็นเพียงกลิ่นดินปุ๋ยทั่วไปเท่านั้น ซึ่งคนที่ปลูกต้นไม้ทั่วไป ย่อมจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว 

ส่วนเรื่องความสะอาด เชื้อราเอย หนอนเอย ในถังหมักปุ๋ยแบบเดิมๆ หรือแม้แต่น้ำหมัก ที่จะเลอะเทอะเปรอะเปื้อน หมดกังวลไปได้เลย เพราะปุ๋ยหมักจากเศษอาหารที่ได้จากเครื่องหมักไฟฟ้า สะอาด ไร้เชื้อโรค ไร้กลิ่นเหม็นเน่า จนสามารถจับได้ด้วยมือเปล่า แทบจะไม่น่าเชื่อเลยว่า มันคืออดีตขยะเปียกที่สกปรกมาก่อน เนื่องจากเครื่องหมัก ทำงานด้วยระบบ Aerobic Compostin คือ การที่จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจน สำหรับทำการย่อยเศษอาหาร และสารอินทรีย์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 1 – 2 วัน ทำให้ได้ปุ๋ยออแกนิกที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ตลอดกระบวนการหมักเศษอาหารด้วยเจ้าเครื่องนี้ ไร้การปล่อย”ก๊าซมีเทน” ตัวการร้าย ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุที่ทำให้โลกร้อนนั่นเอง 

ประโยชน์ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารที่ได้ ล้วนครบถ้วนค่า NPK ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับดินและพืชทุกชนิด ให้พืชผักเจริญเติบโต และงอกงาม เป็นผักออแกนิก 100% ปลอดเชื้อโรค ไร้สารเคมี ทานได้อย่างสบายใจ ได้สุขภาพดีเต็มๆ เชื่อว่าเจ้าเครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้า ต้องถูกใจสมาชิกทุกคนภายในบ้านแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน ที่ไม่ต้องวุ่นวาย กับการจัดการเหล่าเศษอาหารทั้งหลาย ในขณะที่คุณพ่อบ้านก็จะได้ปุ๋ยคุณภาพดีและฟรี จากในครัวบ้านตัวเอง ประหยัดไปได้เยอะทีเดียว เพราะเดี๋ยวนี้ ปุ๋ยอินทรีย์เริ่มจะมีราคาสูงขึ้น ยิ่งปุ๋ยออแกนิกมากเท่าไร ก็ยิ่งแพงขึ้น เพราะการทําปุ๋ยหมักเศษอาหารต้องใช้เวลานานมาก การที่มีเครื่องหมักระบบ Composter จะช่วยย่นระยะเวลา ให้สามารถใช้ปุ๋ยได้เร็วขึ้นมากกว่าวิธีหมักปุ๋ยแบบเดิมหลายเท่า 

แม้การลงทุนในการซื้อเครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้านี้สูงในครั้งแรก แต่หลังจากนั้น จะประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับวัสดุสิ้นเปลือง อย่าง ถุงหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร (ที่มีวันชำรุดและขาด) น้ำตาลทราย (ที่ต้องคอยเติมทุกครั้งที่ทิ้งเศษอาหาร)  หัวเชื้อตัวเร่ง (แต่จุลินทรีย์ในเครื่องหมักไฟฟ้าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเอง ไม่ต้องเติมบ่อย) ไร้แมลงและสัตว์ต่างๆ ไม่ต้องเสี่ยงเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ไร้กลิ่น ไร้กังวลเรื่องปัญหากับเพื่อนบ้าน 

ประโยชน์ของการหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร ด้วยเครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้า 

ลองมาดูข้อดีของการนำเศษอาหารทำปุ๋ย ด้วยเครื่อง Composter แบบแยกกันเป็นข้อๆ กันเลยดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง 

  • ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ลดขั้นตอนวุ่นวาย 
  • ไร้กลิ่นขยะเหม็นเน่ารบกวน
  • ไร้มด แมลง หนู และสัตว์คุ้ยเขี่ยอาหาร
  • ลดปริมาณขยะเศษอาหารไปได้มากกว่า 90%
  • ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ลดโลกร้อน
  • ลดการใช้ถุงขยะ ลดค่าใช้จ่าย
  • ลดค่าจ้างคนขนขยะ
  • ลดระยะเวลาการหมักปุ๋ย
  • ได้ปุ๋ยออแกนิก 100%  ฟรี
  • สุขภาพดีจากการทานผักปลอดสารเคมี 
  • ประหยัดงบประมาณการกำจัดขยะของประเทศ 
  • ได้ใช้ทรัพยากรหมุนเวียน เป็นการรีไซเคิลอย่างแท้จริง  
  • ส่งเสริมระบบ Zero Waste 
  • ขยะอื่นๆ สะอาด คัดแยกนำไปรีไซเคิลง่ายขึ้น 
  • ระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น

และถ้าหากเราพร้อมใจกัน ทําปุ๋ยจากเศษอาหารในครัวเรือนทุกหลัง นอกจากเราจะได้ปุ๋ยดีๆ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีอีกต่อไป ส่งผลต่อสุขภาพดีแล้ว ยังเป็นการสอดคล้องรับกับโครงการลดขยะอาหาร ลดโลกร้อน ที่มีการรณรงค์ทั่วโลกอยู่ตอนนี้อีกด้วย เนื่องจากปัญหาขยะล้นโลก จนกระทบต่อระบบนิเวศน์ และส่งผลต่อสภาวะเรือนกระจก “ขยะเศษอาหาร” ที่เรากินเหลือและทิ้งกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นอีกตัวแปรสำคัญ ที่เราทุกคนควรหันมาใส่ใจ และต้องช่วยกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่ามัวแต่รอให้ระบบของประเทศแก้ปัญหา เพราะปลายเหตุของปัญหา เกิดมาจากพฤติกรรมการกินการใช้ของพวกเราทุกคน จึงต้องแก้ที่ต้นเหตุ ด้วยการปรับเปลี่ยนลักษณะการกิน การใช้ โดยกินให้พอดี ใช้แต่พอควร ซื้อแต่พอเหมาะ และยึดหลัก 3R ซึ่งได้แก่ 

  • Reduce ลดการใช้ บริโภคและใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น 
  • Reuse นำกลับมาใช้ซ้ำ เช่น การซ่อมแซม : ลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง , การบริจาค : หมุนเวียนการใช้ทรัพยากร 
  • Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้ใช้ทรัยากรให้คุ้มค่าที่สุด เช่น การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร 

จากการหาข้อมูล เพื่อจะทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในบ้าน เมื่อเปรียบเทียบทุกวิธีกันแล้ว เห็นได้ชัดว่า เครื่องหมักปุ๋ยไฟฟ้า ตอบโจทย์ความต้องการ และไลฟ์สไตล์กับเรามากที่สุด เพราะนอกจากการใช้งานจะง่าย สะดวก และไม่ยุ่งยากแล้ว หมดกังวลทุกเรื่องที่เราเคยมี ทั้งเรื่องการเสียเวลากับขั้นตอนที่มากมาย ระยะเวลากว่าจะได้ใช้ปุ๋ย เรื่องกลิ่น ความสะอาด รวมไปถึงพื้นที่อันน้อยนิดในการติดตั้ง ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก สะดวกสุดๆ จึงเชื่อว่า เครื่องทำปุ๋ยหมักระบบไฟฟ้านี้ น่าจะเป็นผู้ช่วยที่ดี ที่จะมาตอบโจทย์ให้กับทุกบ้าน และช่วยให้เราได้มีส่วนร่วมกันแก้ปัญหาปริมาณขยะ ด้วยการเริ่มจาก การลดขยะเศษอาหารที่บ้านเราเอง และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นการรักษาระบบนิเวศน์ให้ดีขึ้น ซึ่งนั่นจะเท่ากับว่า ไม่ใช่แค่เพียงคุณภาพชีวิตเราทุกคนจะดีขึ้นเท่านั้น แต่เรายังช่วยรักษาโลกใบนี้ให้ดีได้ และสามารถเป็นไปได้อย่างยั่งยืน หากโลกใบนี้ถูกทำร้ายน้อยลง 

You may also like

Business Lifestyle Travel

เที่ยวนครศรีธรรมราช สูดโอโซนเมืองใต้ หรอยจังหู้วว!

post-image

หากพูดถึงเที่ยวภาคใต้ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงทะเล หรือเมืองท่องเที่ยว อย่าง ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามีอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และเมืองใต้ก็ไม่ได้มีดีเพียงแค่ ทะเล เท่านั้น แต่ยังคงมีความสวยงามทางวัฒนธรรมท้องถิ่น สถานที่ อาหาร และน้ำใจของผู้คน 

“นครศรีธรรมราช” จังหวัดที่มีฉายาในอดีตว่า เมืองคนดุ แต่นั่นก็เป็นเพียงฉายาในอดีต แต่ในความเป็นจริง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอีกจังหวัดที่น่าเที่ยว เป็นเมืองแห่งภูเขา น้ำตก ลำธาร และฟ้าคราม มีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด เราจึงได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวนครศรีธรรมราช เพื่อชี้เป้าให้คุณได้ไปลองสัมผัสบรรยากาศ สถานที่ วัฒนธรรม และผู้คน แห่งเมืองใต้ … ไม่แน่นะ หากได้ลองไปเที่ยวแล้ว คุณอาจร้องเพลง “โอ่ โอ ปักษ์ใต้บ้านเรา แม่น้ำ ภูเขา ทะเล กว้างไกล อย่าไปไหน กลับใต้บ้านเราๆ” 

ที่เที่ยวในนครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร 

มาถึงเมืองนครศรีฯ เมืองพระ มั่นอยู่ในสัจจะ ศีลธรรม กอปรกรรมดี ก็ต้องแวะกราบไหว้สักการะ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หรือที่ชาวนครเรียกว่า “วัดพระธาตุ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ และตราประจำจังหวัดของนครศรีธรรมราชกันก่อน วัดมหาธาตุฯ เป็นวัดอารามหลวง หรือวัดเจดีย์พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ซึ่งพระบรมธาตุเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 

นอกจากเป็นวัดที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวนครศรีฯแล้ว ยังโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ภายในมีองค์พระบรมธาตุเจดีย์ มียอดเจดีย์หุ้มทองคำแท้ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ พระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย) โดยตามตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช กล่าวไว้ว่า เจ้าชายธนกุมารและพระนางเหมชาลา เป็นผู้นำเสด็จพระบรมธาตุมาประดิษฐานไว้ ณ หาดทรายแก้ว และสร้างเจดีย์องค์เล็กๆ เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไม ภายในบริเวณวัดรายล้อมไปด้วยเจดีย์น้อยใหญ่ และเจดีย์มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ทั้งที่อยู่เมืองใต้แท้ๆ นอกจากนี้ยังมีความน่าอัศจรรย์ใจอีกอย่งหนึ่ง ที่นับเป็นอันซีนไทยแลนด์ นั่นคือ องค์พระธาตุจะไม่ทอดเงาลงพื้น แม้ว่าจะแสงอาทิตย์กระทบทางใด ก็จะไม่มีได้เห็นเงาพระธาตุอยู่บนพื้น นับว่าเป็นความน่ามหัศจรรย์ใจ และเป็นที่มาของผู้คนเรียกพระธาตุว่า “พระธาตุไร้เงา”

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมี ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ คือ การนำผ้าผืนยาวขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นประเพณีประจำปีที่สืบทอดกันมานาน โดยชาวนครศรีธรรมราชจะช่วยกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา เพื่อรวบรวมเงินนำไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันเป็นผ้าผืนยาวนับพันหลา แล้วร่วมใจจัดขบวนแห่ผ้าขึ้นไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ โดยผ้าที่นำไปขี้นห่มพระบรมธาตุนี้เรียกว่า “ผ้าพระบฎ” (พระบต) นิยมใช้ผ้าสีขาว สีเหลือง และสีแดง…

Read More
Blog Business Lifestyle

คู่เลขมงคลโทรศัพท์

post-image

รอบๆตัวเราล้วนแต่เกี่ยวข้องกับ “ตัวเลข” ทั้งนั้น ตั้งแต่วันเดือนปีเกิด บัตรประชาชน เลขที่บ้าน เลขทะเบียนรถ หรือแม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนไทยมีความเชื่อในศาสตร์ของตัวเลขมานาน และยังคงมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดูได้จากการหาฤกษ์ยามงานมงคลแทบทุกงาน ก็ยังคงต้องอิงการใช้ตัวเลขเข้ามาประกอบ

คนในยุคปัจจุบันให้ความสนใจในด้านของเลขมือถือมงคลกันมากขึ้น ไม่ต่างจากตัวเลขมงคลอื่นๆ และสำหรับใครที่เป็นสายมูเตลูตัวจริง หรือแม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการสายมู และกำลังมองหาเลขโทรศัพท์มงคล หรือต้องการเปลี่ยนเบอร์มือเป็นเลขสวยด้วยคู่เลขมงคล เราก็มีเรื่องของเลขมือถือมงคลมาฝากในบทความนี้ แต่ด้วยศาสตร์ตัวเลขเบอร์โทรศัพท์มีหลายแขนง เราจึงคัดเลือกของเลขคู่เบอร์มงคล ที่มีแล้วดีใช้แล้วปังในเรื่องใดบ้าง 

แต่ก่อนอื่นเรามาดูการเปรียบเทียบความหมายของตัวเลขแต่ละตัวกันก่อน 

ความหมายของตัวเลข

เลข 0 : เชื้อโรค , ไวรัส 

เลข 1 : ผู้นำ , พระอาทิตย์ 

เลข 2 : ผู้หญิง , พระจันทร์ 

เลข 3 : นักรบ , นักสู้ 

เลข 4 : การเจรจา คำพูด 

เลข 5 : สติ , ความยุติธรรม 

เลข 6 : เสน่ห์ , ความรัก 

เลข 7 : ความอดทน 

เลข 8 : ความเล่ห์เหลี่ยม , ยักษ์ 

เลข 9 : สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

เมื่อเรารู้ความหมายของตัวเลขแต่ละตัวแล้ว ทีนี้เรามาดูเลขคู่มงคลกันบ้าง

คู่เบอร์มงคล

Business Lifestyle

รู้เฟื่องเรื่องวันตรุษจีนกันหน่อย

post-image

ใกล้ตรุษจีนหรือปีใหม่จีนแล้ว คนจีนและลูกหลานจีนก็จะมีการตระเตรียมงาน จะมีความครึกครื้นที่สุดในคืนก่อนวันตรุษจีน ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับลูกหลานคนจีนที่มีการสืบทอดวัฒนธรรมมานาน ย่อมเข้าใจและคุ้นเคยดีกันอยู่แล้ว บทความนี้เราจะมารู้จักและทำความเข้าใจเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน ซึ่งเป็นประเทศพี่น้องของไทยเรากันสักหน่อย เพราะเชื่อว่าที่ผ่านมา มีคนไทยหลายๆคนที่ร่วมยินดีและฉลองเทศกาล โดยที่ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก ดังนั้นเราจะมารู้ข้อมูลเกี่ยวกับวันตรุษจีน ตรุษจีนคือวันอะไร ของมงคลตรุษจีนมีอะไรบ้าง ตรุษจีนความสําคัญยังไง ตรุษจีนต้องใส่สีอะไร ตรุษจีน 2565 ไหว้วันไหน เพื่อเตรียมยินดีและร่วมฉลองอย่างเข้าใจถูกต้องกันดีกว่า 

ตรุษจีน ตรุษแปลว่าอะไร

คำว่า “ตรุษ” เป็นคำที่มาจากสันสกฤต มีความหมายว่า ตัดขาด หรือการตัดขาดจากปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ หรือเทศกาลสิ้นปี เทศกาลรื่นเริงรับปีใหม่ 

ตรุษจีนจันทรคติตามปฎิทินจีนจะตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 

ตรุษจีน 2565 วันที่เท่าไหร่

  • ตรุษจีน 2565 วันจ่าย คือ วันที่ 30 มกราคม 
  • ตรุษจีน 2565 วันไหว้ คือ วันที่ 31 มกราคม 2565 เป็น
  • ตรุษจีนชิวอิก 2565 วันเที่ยว คือ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 (วันเที่ยว / วันชิวอิก / วันตรุษจีน”

ตรุษจีนตรงกับวันไหนกันแน่นะ 

ตรุษจีน เป็นวันปีใหม่จีน ซึ่งลูกหลานจีนคนไหนที่ไปทำงานหรือไปอยู่ไกลบ้าน ก็จะรีบกลับไปบ้านเพื่ออยู่ฉลองปีใหม่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เหมือนปีใหม่ของคนไทย สมาชิกในบ้านจะออกไปซื้อของตรุษจีน เช่น อาหาร ของไหว้บรรพบุรุษ และของขวัญสำหรับแจกจ่ายสมาชิกในบ้านในวันจ่าย จากนั้นจะตระเตรียมของไหว้สำหรับวันไหว้ในวันรุ่งขึ้น และถัดไปอีกวันก็จะเป็นวันตรุษจีนชิวอิกหรือวันปีใหม่จีนนั่นเอง 

ตรุษจีนภาษาอังกฤษจะมีหลายคำที่น่าสนใจ เนื่องจากวัฒนธรรมเอเชียก็ได้รับการสนใจจากชาวต่างชาติอย่างชาวยุโรปและโซนอื่นๆ ถึงขนาดที่มี Vlog ของชาวยุโรปมากมาย ที่เสนอเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเอเชีย อย่างประเทศไทย จีน หรือ ญี่ปุ่น เป็นต้น แม้แต่ประเทศไทยเองก็มีการฉลองเทศกาลของตรุษจีนทั่วประเทศ สำหรับตรุษจีนคําศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่ารู้ ได้แก่ 

  • Chiness New Year : วันตรุษจีน / วันปีใหม่จีน
  • Lunar calendar :…
Read More
Blog Business

ทำไมต้องครีมเกาหลี เมื่อคิดจะสร้างแบรนด์ครีม

post-image

เมื่อทำการสำรวจผู้ใช้เครื่องสำอางส่วนใหญ่จะตอบไปในทิศทางเดียวกันคือ “นวัตกรรมและคุณภาพของกระบวนการผลิตระดับสากล” ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้เครื่องสำอางและสกินแคร์ไม่ได้ตอบโจทย์เพียงแค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็เริ่มหันมาให้ความสนใจในการดูแลตัวเองกันมากขึ้น ทำให้มีหลายๆแบรนด์ที่ผลิตครีมทาหน้าและผลิตภัณฑ์ความงาม ทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ออกมาจำหน่ายในท้องตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ 

โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นคุณสมบัติที่ช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียน กระจ่างใส มีสุขภาพดี ด้วยสารสกัดต่างๆที่น่าสนใจ เช่น ไฮยาลูรอนิค คอลลาเจน วิตามินซี กลูตาไธโอน สารสะท้อนแสงuv เป็นต้น นำมาเป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตครีมทาผิวด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยผลิตออกมาในรูปแบบของครีมนวัตกรรมใหม่ เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ซึ่งผู้ที่สนใจวงการความงามจะรู้กันดีว่าประเทศเกาหลีเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมเครื่องสำอาง 

โรงงานสร้างแบรนด์ครีมเกาหลีดียังไง?

มีแนวโน้มว่าตลาดผลิตภัณฑ์ความงามจากเกาหลีจะเติบโตในประเทศไทยได้อีกนาน ด้วยมาตรฐานโรงงานผลิตครีมคุณภาพมีรางวัลรับรองระดับสากล โรงงานทำครีมสร้างแบรนด์ในเกาหลีมักจะมีนวัตกรรมความงามที่แปลกใหม่ พัฒนาส่วนผสมด้วยสารสกัดใหม่ๆอยู่เสมอ สูตรแปลกใหม่ที่เป็นนวัตกรรมความงามที่เราคาดไม่ถึง เช่น นำพิษผึ้งมาช่วยในการบำรุงผิว สครับด้วยรังไหม การทำครีมจากไขมันม้า ครีมจากการสกัดน้ำเลี้ยงจากพืช แผ่นมาส์กหน้าด้วยเลือด ผลิตภัณฑ์บำรุงผมด้วยมายองเนส เป็นต้น ถ้าฟังแล้วอาจดูแปลกๆแต่ทีมวิจัย R&D จากเกาหลีสามารถนำมาใช้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่แก่วงการความงามได้อย่างน่าทึ่ง ถ้าใครที่ชื่นชอบในการสร้างความแปลกใหม่ให้กับแบรนด์ก็ไม่ควรพลาด เผื่อได้ครองตลาดเป็นเจ้าแรกๆ เพราะการลงมือก่อนได้เปรียบเสมอ

นอกจากนี้โรงงานทำเครื่องสำอาง โรงงานผลิตเวชสำอางค์ โรงงานผลิตครีมออแกนิค ของเกาหลีมีเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยมาก ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี มีความหนืด ความคงตัว ความเข้มข้นของสาร รวมไปถึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ผลิตได้รวดเร็วและในปริมาณที่มากพอตามความต้องการของตลาด โดยไม่ต้องหยุดชงักเพราะต้องรอการนำเข้าของส่วนประกอบในการผลิต อย่างบางโรงงานในไทยที่ยังใช้สารและส่วนผสมบางชนิดจากเกาหลี จึงต้องมีการสั่งนำเข้าซึ่งบางครั้งก็ต้องชะลอการผลิตเพราะระบบการขนส่งล่าช้า อีกทั้งไทยยังขาดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย ดังนั้นโรงงานผลิตครีมเกาหลีโดยตรงจึงนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า 

บรรจุภัณฑ์ที่ดูสวยงาม ที่มีทั้งแบบสดใสน่ารักและแบบเรียบหรูแต่ราคาจับต้องได้ หาซื้อได้ง่าย จะต่างจากเครื่องสำอางแบรนด์ยุโรป ที่เน้นความเรียบหรูและราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งส่วนผสมส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเน้นเรื่องการเติมสารป้องกันแสงแดด เนื่องจากชาวยุโรปมีผิวขาวอยู่แล้ว และนิยมอาบแดดมากกว่าต้องการความขาวสว่าง อีกทั้งเฉดสีเมื่อใช้แล้วก็ไม่กลมกลืนกับผิวคนเอเชีย แต่ส่วนผสมของทางฝั่งเกาหลีจะมีสารประกอบที่ช่วยในการป้องกันแสงแดด สารที่ทำให้ผิวขาวสว่างใส เพราะชาวเอเชียส่วนใหญ่จะมีผิวที่ค่อนข้างเป็นสีแทนหรือน้ำผึ้ง งานครีมเกาหลีจึงตอบโจทย์ความต้องการในตลาดไทยมากกว่านั่นเอง

อีกข้อที่ทำให้ใครส่วนใหญ่เทใจให้กับครีมเกาหลี คือมีการปรับสูตรใหม่ๆให้เข้ากับผิวของคนเอเชีย เป็นสารบำรุงที่กลมกลืนกับสีผิวไม่ดูหลอกตา เป็นธรรมชาติเหมือนไม่แต่งหน้า เช่น ครีมเอเอ ครีมบีบี ครีมซีซี คุชชั่น ที่เป็นได้ทั้งรองพื้นและบำรุงผิวหน้า ให้ใบหน้าเรียบเนียนและไม่เปลี่ยนสีระหว่างวัน ควบคุมความมัน เพราะเอเชียมีสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องแสงแดดแรงกล้า 

แม้แต่เครื่องสำอางก็ยังมีหลายลุคให้เลือก ตั้งแต่ everyday look ที่แต่งได้ทุกวัน หรือ party look ที่มีสีสันจัดจ้านให้เลือกได้ในราคาเบาๆ ทำให้ไปทางไหนก็มักจะเห็นช็อปเครื่องสำอางเกาหลีแทบจะทุกที่ และยิ่งถ้าฉลากมีคำว่า Made in Korea Read More